รูปเหมือนปั๊ม หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ปี 2482

รูปเหมือนพิมพ์ปั๊มหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จัดสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๒ พร้อมเหรียญรูปไข่ในคราวที่หลวงพ่อเดิมอายุครบ ๘๒ ปีพรรษา ๖๐ (ตรงนี้น่าคิดว่าท่านเกิด พ.ศ. ๒๔๐๓หรือ๒๔๐๐เพราะถ้าเกิด พ.ศ. ๒๔๐๓ เหรียญระบุพ.ศ. ๒๔๘๒หลวงพ่อเดิมน่าอายุ ๗๙ แต่ถ้าท่านเกิด พ.ศ. ๒๔๐๐ ก็จะตรงตัวที่ เหรียญปี ๘๒ อายุ ๘๒พอดี ครับต้องเก็บไว้คิด)โดยทางคณะศิษย์จ้างโรงปั๊มที่พระนคร (มีผู้รู้บอกว่าสั่งปั๊มที่โรงงาน “ชโลกุล” ที่กรุงเทพโดยทางคุณประดิษฐ์ ลิ้มประยูรพนักงานรถไฟลูกศิษย์เอกหลวงพ่อเดิมเป็นผู้มาติดต่อ) รูปเหมือนปั๊มที่จัดสร้างในคราวนั้นมีจำนวนไม่มากอยู่ในราวไม่กี่พันองค์ มีอยู่ด้วยกัน ๒ เนื้อ คือ ๑. เนื้อทองเหลือง ๒. เนื้อช้อนซ้อม(หรือที่เราเรียกว่าเนื้ออัลปาก้า) ที่เรียกเนื้อช้อนซ้อมเพราะทางโรงงานใช้ช้อนซ้อมตราแพะมาหลอมรีดเป็นวัตถุดิบ รายละเอียดใน

ทดลองเล่นสลอต

การจัดสร้าง รูปเหมือนปั๊มนี้เท่าที่ศึกษาค้นคว้ามามีเพียงบล็อก(แม่พิมพ์)ตัวเดียวคือช่างจะแกะบล็อกด้านหน้าและด้านหลังเพียงชุดเดียว(แม่พิมพ์เป็นเหล็กชุบแข็ง) เครื่องมือที่ใช้ปั๊มเรียกว่า “ข้อเสือ” หลักการทำงานคือใช้แรงเหวี่ยงคน ผลักให้ตุ้มโลหะหมุนเครื่องปั๊มให้กระแทกโลหะลงบนบล็อกโดยบล็อกด้านหน้า(หลวงพ่อ)อยู่ด้านล่าง บล็อกตัวแม่พิมพ์ด้านหลังอยู่ด้านบน โลหะที่ใช้ต้องผ่านการหลอมรีดตัดให้ได้ขนาดเพื่อนำเข้าเครื่องปั๊ม แต่ก่อนที่จะปั๊มต้องนำโลหะนั้นไม่ว่าจะเป็นทองเหลืองหรือเนื้อช้อนซ้อม(อัลปาก้า) มาล้างและเป่าไฟให้ร้อนระดับหนึ่งเพื่อให้โลหะนั้นอ่อนตัวลงง่ายกับการปั๊ม (ตรงนี้เป็นเทคนิคทางช่างปั๊มโบราณที่ต้องใช้การเป่าไฟช่วยเพื่อให้โลหะนั้นกินพิมพ์ เพราะถ้าไม่ใช้ไฟเป่าให้โลหะนิ่มลงโลหะนั้นจะไม่กินพิมพ์ก็คือปั๊มไม่ขึ้น จุดในการใช้ไฟ

ทดลองเล่นสล๊อต

เป่านั้นต่อมาถือว่าเป็นจุดพิจารณาอีกจุดหนึ่งที่ใช้บ่งบอกพระแท้-ปลอมได้เพราะ ในบางองค์ผ่านการเป่าไฟมากเกินไปผิวพระจะเป็นกาบหรือผิวไหม้)และหลังจากเป่าไฟแล้วจึงนำเข้าเครื่องปั๊มเสร็จแล้วต้องนำมาล้างและทำการเป่าไฟเพื่อเข้าเครื่องปั๊มอีกและนำมาล้างทำอย่างนี้อยู่หลาย ๆ เที่ยวกว่าพระที่ปั๊มจะติดรายละเอียดคมชัด( บางท่านอาจคิดว่าเข้าเครื่องปั๊มครั้งเดียวก็ได้เป็นการเข้าใจผิดเพราะรายละเอียดขององค์พระนั้นมีมากตลอดจนความหนาของโลหะที่นำมาปั๊ม ถ้าใช้เครื่องปั๊มที่มีความแรงเช่นเครื่องจักรปั๊มปัจจุบันที่ใช้ไฮโดรลิกกระแทกแม่พิมพ์หรือบล็อก ก็ไม่สามารถรับแรงกระแทกได้เพราะทำให้บล็อกชำรุด) เมื่อเสร็จจากกระบวนการปั๊มแล้วต้องนำรูปหล่อเหล่านั้นมาทำการตัดปีก(ขอบ)และแต่งตะไบเก็บรายละเอียดของด้านข้างคือแต่งริ้วจีวรข้าง แต่งริ้วจีวรตะโพกฯ เมื่อเสร็จขั้นตอนนี้แล้วจะนำรูปหล่อทั้งหมดมาล้าง(ด้วยกรดและตีแปรง)ทำความสะอาดก่อนส่งวัดและทางวัด(พระ)จะนำไปลงเหล็กจารใต้ฐานกำกับและนี่คือขั้นตอนในการจัดสร้างรูปเหมือนปั๊มหลวงพ่อเดิมวัดหนองโพ ในระหว่างการผลิต(ปั๊ม)บล็อกแม่พิมพ์มีเพียงชุดเดียวเมื่อผ่านการกระแทกไปบ่อยครั้งแม่พิมพ์นั้นเกิดการชำรุดแตกตัวเป็นรายละเอียดที่เริ่มแตกต่างจากการปั๊มในคราวแรก ๆนักนิยมสะสมพระเครื่องก็เลยจับจุดปลีกย่อยเหล่านี้มาจำแนกพิมพ์เป็นพิมพ์นิยม ๑(เอ)-๒(บี)-๓(ซี)-๔(ดี)และสุดท้ายแม่พิมพ์ด้านหน้าชำรุดคือตื้นและแตก ช่างทำการทำแม่พิมพ์

เครดิตฟรี

ด้านหน้าใหม่เพิ่มขึ้นอีก ๒ แบบพิมพ์คือ ๑. พิมพ์คอตึงจีวรถี่ ๒. พิมพ์คอตึงจีวรห่าง แต่แม่พิมพ์ด้านหลังคงใช้แม่พิมพ์เดิมฉะนั้นด้านหลังของแม่พิมพ์คอตึงจึงมีแบบเดียวกับแม่พิมพ์ที่ ๔ (ดี) แต่เฉพาะรูปเหมือนปั๊มพิมพ์คอตึงทั้ง ๒ แบบพิมพ์จะมีเนื้อทองเหลืองเพียงชนิดเดียวไม่เคยพบว่ามีเนื้อช้อนซ้อม(อัลปาก้า)แต่อย่างใดและนี่คือข้อมูลในการจัดสร้างรูปเหมือนปั๊มหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ รูปเหมือนที่ได้จากการปั๊มนั้นต้องเรียบตึงไม่มีรูพรุนหรือฟองอากาศเด็ดขาดไม่มีตุ่มนูนหรือเม็ดผดขึ้นตามผิวองค์พระเด็ดขาดต้องจดจำรายละเอียดต่าง ๆหรือตำหนิได้ ต้องจำลายมือในการลงเหล็กจารใต้ฐานแม่น(ใต้ฐานเรียบและมักจะมีรอยเหล็กจาร รูปเหมือนปั๊มโดยมากจะเป็นลายมือของหลวงพ่อน้อย ศิษย์เอกหลวงพ่อเดิมกำกับแต่ก็มีมากกว่าสองลายมือที่ลงเหล็กจาร ลายมือหลวงพ่อน้อยนั้นเส้นจะเล็ก สวยงามตรง จุดนี้สำคัญ) และที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดเพื่อให้ท่านสมาชิกได้ทราบถึงกระบวนการผลิตเพื่อที่จะได้คิดพิจารณาตาม เพราะการสะสมพระฯให้สนุกต้องมีสติและความรอบคอบ รายละเอียดต่าง ๆ ล้วนมีความสำคัญในการพิจารณาทั้งสิ้นและไม่ว่าจะศึกษาพระเครื่องชนิดไหนก็ตามถ้าเราไม่รู้ว่าจัดสร้างอย่างไรเราก็จะหาจุดที่จะพิจารณาไม่ได้ครับ ท้ายสุดขอให้ท่านสมาชิกได้สะสมแต่ของดีของแท้ให้ได้พระฟลุกโชคดีครับ

โปรสล๊อต

วันที่หลวงปู่อ้นมรณะภาพ หลวงพ่อพริ้ง วัดวรจันทร์ ยังกล่าวกับศิษย์ว่าเมืองสุพรรณสิ้นคนดีไปอีกคนแล้ว
ในงานฌาปณกิจศพท่านเป็นงานใหญ่โตมากในสมัยนั้น นับว่าเป็นงานที่รวมตัวพระเกจิพระคณาจารย์ทั่วฟ้าเมืองไทยมากมาย
ในปีพุทธศักราช ๒๔๖๒ หลวงพ่อสมได้เดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เข้ม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร โดยจำพรรษาที่วัดนี้ อยู่คณะ๙ ได้ศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลี สอบนักธรรมชั้นตรีได้ ยังไม่ทันสอบบาลีก็ต้องเดินทางกลับวัดดอนบุบผาราม เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๖๗
หลวงพ่อสมเดินทางกลับวัดดอนบุบผารามก็เพื่อปฏิบัติพระอุปัชฌาย์จารย์คือ หลวงปู่อ้น ซึ่งขณะนั้นอาพาธ และต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๖๙ แรม๑๔ค่ำ เดือน ๑๑ หลวงปู่อ้นก็มรณภาพด้วยโรคชรา สิริอายุได้ ๘๘ ปี
คำสอนที่หลวงพ่อสมท่านมักกล่าวเสมอเมื่อลูกศิษย์มาหาท่านคือ