หลวงตาวาส( สีลเตโช ) ผู้สืบทอดตะกรุดโสฬสมงคลแห่งวัดสะพานสูง นนทบุรี

พอดีไปเห็นข้อมูลที่ท่าน ศิษย์หลวงพ่อเกิด (ขออนุญาตเอ่ยนาม)ที่กระดานสนทนาวัดบางพระ ที่คุณschoolbus ได้ Copy มาเผยแพร่จึงขออนุญาตินำมาให้อ่านกันครับ
ในปี พ.ศ.๒๔๘๐ ตรงกับปีทื่หลวงพ่อวาส สีลเตโช ท่านเป็นหางนาคเตรียมตัวบวช ณ พัทสีมาวัดสพานสูง ในยุคนั้นการบวชไม่เหมือนกับปัจจุบันผู้จะบวชต้องมาลงชื่อขอบวชก่อน ส่วนวันบวชขึ้นอยู่กับหลวงปู่กลิ่น ฯ ท่านจะเป็นผู้กำหนด ซึ่งจะบวชพร้อมกันทั้งหมด ในวันเดียวกัน ไม่ใช่นาคจะเป็นผู้เลือกวันบวช ถึงกำหนดต่างคนต่างแห่นาคมาที่วัด ใครลงชื่อก่อนก็บวชก่อน บวชเป็นคู่ ๆ เรียงตามลำดับกันไป ไม่มีการจัดโต๊ะจีนเลี้ยงฉลองกันเหมือนปัจจุบัน การเดินทางยากลำบากไม่เหมือนปัจจุบัน ถ้ามาทางเรือก็สดวกหน่อย สมัยก่อนของที่จะถวายพระไม่ว่าจะเป็นอุปัชฌาย์ คู่สวด พระอันดับ ได้เหมือนกันหมด ส่วนใหญ่จะนิยมเป็นน้ำมันก๊าดหนึ่งขวดสตางค์รูจำนวน ๓ อัน ด้ายหนึ่งขด เข็มหนึ่งอันเสียบปักไว้ที่ฝาขวดเท่านั้นเอง

slotxo


สำหรับหลวงพ่อวาส ฯ เจ้าภาพใหญ่ก็คือโยมย่าของท่าน จัดเตรียมน้ำมันก๊าดถวายรูปละหนึ่งปี๊บ สมัยก่อนก็ราคาปี๊บละ ๑ บาท ถวายหมดทั้งวัด ที่นิยมถวายน้ำมันก๊าดก็เพราะว่ายุคนั้นยังไม่มีไฟฟ้า ใช้ตะเกียงน้ำมันสำหรับจุดท่องมนต์ในยามค่ำคืน ปัจจุบันตามวัดจึงนิยมจัดให้มีการหยอดเงินเติมน้ำมันตะเกียงกันอยู่ เพื่อหาเงินรายได้เข้าวัด ตอนที่หลวงพ่อวาส ฯ ท่านบวชนั้น มีพระสุเมธาจารย์ วัดปรมัยฯ เกาะเกร็ด เป็นอุปัชฌาย์ หลวงปู่กลิ่น หลวงพ่อสุ่น เป็นคู่สวด หลังจากบวชเป็นองค์พระแล้ว เป็นธรรมดาจะต้องจัดเลี้ยงฉลองพระใหม่ ในงานนี้หลวงปู่กลิ่น หลวงพ่อสุ่นรวมทั้งพระลูกวัดก็รับนิมนต์ไปงานดังกล่าวที่บ้านหลวงพ่อวาส ฯ ด้วย คงไม่ธรรมดาแน่นอน หลวงปู่กลิ่นฯ ท่านก็ทราบว่าหลวงพ่อวาสฯ ท่านก็เลือดเนื้อเชื้อสายลำดับที่สี่ของหลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม มีศักดิ์เป็นเหลนทางสายคุณทวดอิ่ม ซึ่งคุณทวดอิ่มนั้นเป็นน้องสาวคนสุดท้องของหลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม ซึ่งจะกล่าวลำดับในโอกาสต่อไป
ส่วนหลวงพ่อสุ่นฯ วัดศาลากุน ผู้สร้างหนุมานอันเลื่องชื่อ ท่านก็มีความเกี่ยวข้องทั้งทางโยมพ่อ และโยมแม่ของหลวงพ่อวาส ฯ มีศักดิ์เป็นหลวงน้า และหลวงอา อย่างไรเสียความเป็นญาตก็ต้องไปร่วมงานแน่นอนแต่ไปในทางสงฆ์ เมื่อนิมนต์พระเข้าที่แล้วจึงรู้ทันทีว่าหลวงพ่อสุ่นท่านอาวุโสกล่าวหลวงปู่กลิ่น ฯ แน่นอน เพราะการนั่งในที่ที่จัดไว้นั้น หลวงพ่อสุ่นท่านนั่งเป็นลำดับแรก ต่อด้วยหลวงปู่กลิ่น ฯ (ทราบต่อมาในภายหลังว่าหลวงพ่อสุ่นกับหลวงปู่กลิ่นท่านสนิทสนมกันมาก ไม่ใช่แค่เป็นสหธรรมิกเท่านั้น ถึงขนาดหลวงพ่อสุ่นเคยเอยปากกับหลวงปู่กลิ่นว่า “ท่านกลิ่นถ้าผมสิ้นบุญก่อน ท่านต้องมาเป็นแม่งานจัดงานศพให้ผมนะ” เช่นเดียวกันหลวงปู่กลิ่นก็กล่าวกับหลวงพ่อสุ่นว่า “ท่านก็เหมือนกันถ้าผมหมดบุญ ท่านก็ต้องมาเป็นคนจัดงานศพให้ผมด้วยนะ” (ที่กล่าวมานี้เป็นคำบอกเล่าของ หลวงพ่อกุหลาบ เจ้าคณะอำเภอปากเกร็ด จ.นนทบุรี และเจ้าอาวาสวัดใหญ่สว่างอารมณ์ ซึ่งได้เล่าให้หลวงพ่ออ่าง เจ้าอาวาสวัดใหญ่สว่างอารมณ์ รูปปัจจุบันฟัง) ในงานดังกล่าวหลวงพ่อสุ่นได้มอบหนุมานพร้อมกับผ้ายันต์ให้หลวงพ่อวาส ฯ ไว้เป็นที่ระลึกด้วย ในเรื่องผ้ายันต์นั้นเจตนาเพื่อใช้ห่อพันตัวหนุมานผูกติดไว้ที่แขนหรือผูกกับเชือกสายสร้อยคล้องคอ เพราะสมัยก่อนไม่มีช่างเลียมพระเหมือนปัจจุบัน
ในยุคที่หลวงปู่กลิ่น ฯ เป็นสมภารนั้นมีพระบวชจำพรรษามากถึง ๗๐ กว่ารูป ท่านจะบวชให้เฉพาะพระหนุ่มอยู่จำพรรษาเท่าไรก็ได้ยิ่งนานยิ่งดี ส่วนใหญ่จะบวชอยู่ถึงสามพรรษา สาเหตุเพราะพรรษาแรกอุทิศให้ปู่ย่าตายาย พรรษาที่สองบวชให้พ่อแม่ผู้มีพระคุณ พรรษาที่สามบวชให้กับตัวเองและเจ้ากรรมนายเวร ส่วนคนแก่บวชได้แต่อยู่ตามกำหนดที่บนบานกล่าวขานไว้ ถ้าจะอยู่ต่อต้องไปอยู่วัดอื่น หลวงปู่กลิ่น ฯ ถ้าดูแล้วเหมือนท่านดุ พูดน้อย พระลูกวัดยำเกรงและกลัวท่านมาก มีเรื่องเล่าต่อมาว่า ครั้งหนึ่งพระลูกวัดจะตัดก้านบอนไล่แอบตีกันในยามค่ำคืนให้พระรูปอื่นตกใจกลัว คิดว่าเป็นผี เพราะวัดสะพานสูงในยุคนั้นเป็นที่ขึ้นชื่อเรื่องผีนางตะเคียนยิ่งนัก หลวงปู่กลิ่น ฯ ท่านคงรำคาญหรืออย่างไรไม่ทราบ ท่านก็เดินย่องไป พระรูปที่ไล่ตีพระองค์อื่นเห็นเข้าตกใจต่างวิ่งหนีเข้ากุฏิปิดประตูเงียบ ซึ่งที่จริงหลวงปู่ ฯ ท่านกลัวว่าพระจะตกสะพานหล่นลงไปบาดเจ็บ เพราะกุฏิพระจะมีหอสวดมนต์อยู่กลางมีกุฏิเรียงรายล้อมรอบมีสะพานแล่นชานเชื่อมต่อกัน ไม้บางอันผุหักเป็นร่อง จะเป็นอันตรายแก่พระที่วิ่งไล่กันตอนกลางคืน

xoslot


ในปีเดียวกันนั้น (พ.ศ.๒๔๘๐) เป็นปีที่หลวงปู่กลิ่น ฯ ท่านมีอายุครบ ๖ รอบ จึงมีดำริที่จะจัดงานทำบุญฉลองอายุ พร้อมกับจัดงานฉลองการบูรณะพระอุโบสถ์ ซึ่งได้รื้อซ่อมมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๗๐ ในครานั้นได้มอบหมายให้อาจารย์ผัน ฯ (อดีตเจ้าอาวาสวัดอินทราราม) และโยมผ่อง (ทั้งสองท่านนี้คือลูกพี่ลูกน้องของหลวงปู่วาส ฯ) พระทั้งวัดมี ๖๐ กว่ารูป แต่มีเพียงสองท่านนี้เท่านั้นที่ได้รับใช้หลวงปู่กลิ่น ฯ ในการทำพระเป็นของที่ระลึกสำหรับแจกในงาน ฯ ทั้งอาจารย์ผัน ฯ และโยมผ่อง ได้เล่าให้หลวงปู่วาส ฯ ฟังว่า ในการทำพระนั้นหลวงปู่กลิ่น ฯ ได้มอบผงพุทธคุณของหลวงปู่เอียม ฯ และผงลบของหลวงปู่กลิ่น ฯ เป็นมวลสารส่วนผสมหลักในการทำพระ โดยมีขั้นตอนในการทำเหมือนกับที่หลวงปู่วาส ฯ ทำพระปิดตานั่นเอง คือ ผสมผงกับข้าวสุก กล้วยน้ำว้า น้ำมันตั่งอิ๊ว ลงในครกแล้วตำให้เนื้อเข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน ตำให้ได้ที่เหมือนเนื้อแป้งปาท่องโก๋ เพราะเวลาพิมพ์จะง่าย และล่อนแกะออกง่ายไม่ติดพิมพ์ ขณะพิมพ์พระปิดตาพิมพ์ชลูดได้ซักหลักสิบองค์ หลวงปู่กลิ่นเดินลงมาเห็น (กุฎิของหลวงปู่กลิ่นติดกับกุฎิที่อาจารย์ผัน ฯ ทำพระอยู่ ซึ่งจะมีชานแล่นขวางเชื่อมต่อกัน) หลวงปู่ ฯ ได้กล่าวว่า “พอ ๆ ๆ ถ้าอย่างนี้ก็ไม่พอแจก องค์ใหญ่ เปลืองเนื้อ อย่างนี้ไม่เอาแล้ว ไปเอาพิมพ์ลำพูนมาทำ” เป็นอันว่าการพิมพ์พระปิดตาพิมพ์ชลชูดเป็นยุติ จึงเริ่มทำพิมพ์ลำพูนต่อ ตอนที่ทำพระเริ่มเดือนสี่ แต่เดือนห้าจะถึงกำหนดงาน ดังนั้นขั้นตอนการพิมพ์จึงต้องใช้เวลาที่รวดเร็ว หยิบเนื้อพระมาคลึงที่ผ่ามือถ้าหยิบมาก้อนใหญ่พระที่พิมพ์ก็องค์ใหญ่ ถ้าหยิบเนื้อมาน้อยพระที่พิมพ์ก็ออกมาองค์เล็ก พิมพ์พระจะมีหน้าเดียวพิมพ์ง่าย ตำเนื้อได้ที่ ออกมาตากแห้งเร็ว แล้วนำมาทาสีดำ จะไม่ใช้รักทา (หลวงปู่วาส ฯ เล่าว่าหลวงปู่กลิ่น ฯ ท่านแพ้รักจึงให้ใช้สีทาแทนรัก แต่เมื่อพิจารณาแล้ว สีมีส่วนผสมของทินเน่อร์มีคุณสมบัติทำให้สีแห้งเร็ว รักแห้งช้า ด้วยเวลาที่จำกัด จึงอาจเลือกใช้สีก็เป็นได้ แต่มีข้อสัณนิฐานอีกมุมหนึ่งบอกว่า หลวงปู่กลิ่น ฯ ท่านแพ้รักจึงให้ใช้สีแทน) เมื่อทำเสร็จก็ส่งขึ้นไปถวายให้หลวงปู่กลิ่น ฯ ปลุกเสก เป็นอันเรียบร้อย พร้อมแจกเป็นของชำร่วยในงาน ในงานดังกล่าวมีหนังสือที่ระลึกพิมพ์เกี่ยวกับประวัติของวัดและประวัติหลวงปู่เอี่ยม หลวงปู่กลิ่น ลำดับการปฏิสังขรวัด รายชื่อญาตโยมที่มีส่วนร่วมในการบริจาคทรัพย์ สิ่งของบันทึกไว้อย่างละเอียดชัดเจน โดยผู้ที่พิมพ์ถวายหลวงปู่ ฯ คือ พล.ต.พระอุดมโยธายุทธ ฯ (ซึ่งจะกล่าวในโอกาสต่อไป) มีจำนวน ๓,๐๐๐ เล่ม การจัดงานฉลองดังกล่าวมีมโหรสพฉลอง ๗ วัน ๗ คืน ทั้งละคร โขน หนังจอ หนังตะลุง (หนังแผ่น) หุ่นกระบอก ลิเก ลำตัด กระบี่กระบอง ตะกร้อ พลุไฟตะลัยไฟพะเนียง ฯลฯ อีกมากมายดูเป็นงานใหญ่ของวัด ทุกอย่างมีเจ้าภาพหมด เพราะบารมีหลวงปู่เอี่ยม ฯ หลวงปู่กลิ่น ฯ ท่านแผ่กระจายไปทั่ว มีลูกศิษย์ ลูกหา ผู้ศรัทธาเลื่อมใสมากมาย ทั้งคุณพระ คุณหลวง ผู้ราก มากมี ชาวนา ชาวสวน ชาวบ้าน ร้านตลาด พ่อค้าวานิชย์ ทั้งไทย จีน มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง พร้อมเพรียง ในงานดังกล่าวไม่ต้องใช้เจ้าหน้าที่โปลิสมาคุมงาน ๗ วัน ๗ คืน ไม่มีเรื่องเกิดขึ้น เพราะบารมีหลวงปู่ ฯ ที่ทุกคนเกรงกลัวหนักหนา อาวุธคู่กายหลวงปู่ ฯ ไม่ใช่แค่พระธรรมคำสั่งสอนเท่านั้น หลวงปู่ ฯ ท่านมีอีด้วน (หางกระเบนปลายหางกุด) ใคร ๆ ก็กลัวนักกลัวหนา

เครดิตฟรี


ถ้าถูกหลวงปู่ ฯ หวดเมื่อเป็นได้เรื่อง มีอันเป็นไปทุกราย ไม่ตายโหง ก็มีอันพิบัติ ถ้าสำนึกผิดก็นำดอกไม้ธูปเทียนใส่พานมาถวายแล้วให้หลวงปู่ ฯ อาบน้ำมนต์หวดซ้ำอีกหนึ่งที เป็นการแก้อาถรรน์ให้ แต่น้อยคนนักที่จะโดนหลวงปู่ ฯ หวด เพราะไม่คิดจะทำความผิดในเขตอาวาสของหลวงปู่ ฯ กล่าวกันว่าคนเมาเข้าวัด เป็นหายเมา คนเกเร เข้ามาวัดต้องสงบเสงี่ยม เจียมตัว ผ้าขาวม้าที่คาดพุงต้องเอาออกพาดบ่าสพายเฉียง ทั้งเด็กเล็ก ผู้ใหญ่ แก่เถ้า ผู้หญิงผู้ชายต้องมีผ้าสพายเฉียงกันทุกคน มีเรื่องเล่ากล่าวขานกันทุกวันนี้ ว่านาย…(ขออนุญาตไม่เอ่ยนาม เพราะไม่ได้ขออนุญาตลูกหลานเขาเอาชื่อมาเอ่ยอ้าง ถ้ายากทราบให้มาถามคนที่มีอายุรุ่น ๗๕ – ๘๐ ปีขึ้นไป) เป็นคนมีฐานะร่ำรวยในพื้นที่ตะกูลหนึ่งในย่านคลองภูมิ เกเรเข้ามาขโมยของในวัดถูกจับได้นำไปผูกมัดติดไว้ที่ต้นตะเคียนหน้าวัด เมื่อหลวงปู่ ฯ สอบสวนไล่เรียงได้ความว่าเข้ามาขโมยหลายครั้งแล้ว จึงได้ลงโทษด้วยการใช้อีด้วนหวดไปที่กลางหลังหนึ่งที แล้วไล่ให้กลับบ้านออกไปทางวัดโปรดเกษ ฯ ซึ่งอยู่ติดกับวัดสพานสูง เพราะหลวงปู่ ฯ ท่านรู้ว่ามีชาวบ้านรอจะทำร้ายอยู่ข้างวัดอีกด้านหนึ่ง ซึ่งด้วยความกลัวชาวบ้านจะดักทำร้าย นาย…จึงไม่มีโอกาสมาให้หลวงปู่ ฯ ตีแก้อาถรรน์ให้ จนตาย ผลปรากฎว่าจากฐานะร่ำรวย ก็สิ้นเนื้อประดาตัว คนในครอบครัวต้องภัยตายโหงกันจนทุกวันนี้ ครอบครัวนี้ก็จะตายโหงกันเสียส่วนใหญ่ เพราะคำสาบแฉ่งของหลวงปู่ ฯ ที่ว่า “มีลูกก็เสียปาน มีหลานก็ให้เสียโครต” เมื่อถึงกำหนดพิธีการเรียบร้อยหลวงปู่ ฯ จะแจกหนังสือหนึ่งเล่ม พระลำพูนคนละหนึ่งองค์ให้เฉพาะผู้มาช่วยงานด้วยทรัพย์ สิ่งของ สำหรับพระ เณรหลวงปู่ ฯ จะเรียกมารับแจกทุกองค์ ส่วนชาวบ้านนั้น หลวงปู่ ฯ ได้มอบหมายให้ทายกสายเป็นผู้มอบให้แทน โดยแจกทุกคนไม่เลือกหน้า ฐานะ แต่ห้ามขอไปฝากคนอื่น แต่ก็เป็นธรรมดา ทุกยุค ทุกสมัย ทุกคนมาก็จะต้องการได้เพิ่ม เพื่อเอาไปฝากคนที่บ้าน เมื่อปฏิบัติตามคำสั่งหลวงปู่ ฯ ก็ถูกมองในแง่ไม่ดี ดังนั้นตาสาย ฯ จึงได้นำความไปปรึกษาหลวงปู่ ฯ ว่าถ้าเป็นเช่นนี้ก็แจกหนึ่งองค์ ถ้าขอเพิ่มก็ให้จำหน่าย เสียเงินกันเสียบ้าง ไม่งั้นมีเท่าไรก็ไม่พอ เป็นแน่แท้ ด้วยเหตุด้วยผล หลวงปู่ ฯ จึงยอมให้มีการจำหน่ายเป็นครั้งแรก โดยกำหนดว่าถ้าต้องการองค์ใหญ่ก็เสียเงินสิบสตางค์ องค์เล็กราคาห้าสตางค์ จึงเป็นที่มาของชื่อพระ พิมพ์ห้าตังค์ กับพิมพ์สิบตังค์
ขออนุญาตท่านศิษย์หลวงพ่อเกิด สำหรับข้อมูลที่นำมาเผยแพร่ในครั้งนี้ ด้วยครับ

โปรสล๊อต