หลวงพ่อสำอางค์ ศิริวิชโย วัดลุ่มโป่งเสี้ยว จ.กาญจนบุรี

หลวงพ่อสำอางค์ ศิริวิชโย เป็นอดีตเจ้าอาวาสรูปแรก ของวัดลุ่มโป่งเสี้ยว ท่านได้มาพัฒนาวัดแห่งนี้ตั้งแต่ยังเป็นเพียงสำนักสงฆ์
จนปัจจุบัน กลายเป็นวัดที่สมบูรณ์ มีกุฎิ ศาลา โบสถ์ ฯลฯ เป็นที่จำพรรษาของภิกษุผู้สืบทองพระพุทธศาสนา อย่างมั่นคง
ดั้งเดิมแล้ว หลวงพ่อสำอางค์ เป็นชาวสมุทรสงคราม ท่านเกิดในปี พ.ศ. 2462 ในสกุล ศรีวิชัย
ครอบครัวของหลวงพ่อฯ ประกอบอาชีพเป็นชาวสวน เหมือนกับชาวบ้านอื่นๆในสมัยนั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวสวนมะพร้าว
ทำน้ำตาลมะพร้าว

slotxo

(บ้านเดิมที่ท่านเกิดและอาศัยอยู่ในสมัยเป็นฆาราวาส ปัจจุบันคือบ้านเลขที่ 61 ม.5 ต.ยีสาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม)
ย้อนกลับไปในวัยเด็กของหลวงปู่ฯ(ขออนุญาติเรียกหลวงปู่ต่อไปในบทความนี้ครับเพื่อให้ตรงกับวัยของผู้เขียน)
ในยุคนั้นการแพทย์แผนปัจจุบัน ยังไม่เจริญและทั่วถึง โยมพ่อของหลวงปู่ฯ คือคุณทวดเจิม ศรีวิชัย ท่านเป็นผู้ใหญ่บ้าน
และเป็นหมอแผนโบราณ ซึ่งคุณทวดเจิม มีความเชี่ยวชาญในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยยาสมุนไพร
รวมถึงการรักษาโรคที่เกิดจากวิชาไสยศาสตร์ คุณไสย ผีกระทำย่ำยี ต่างๆ คุณทวดเจิมมีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างยิ่ง คุณพ่อแก้ว ศรีวิชัย ซึ่งเป็นลูกคนนหนึ่งของหลวงปู่ฯ ได้เคยเล่าให้ผู้เขียน(หนึ่ง สมุทร) ฟังว่า

xoslot

ในสมัยที่หลวงปู่ฯ ยังเป็นเด็ก คุณพ่อของท่าน(ทวดเจิม) ได้สอนวิชาควาย(วัว)ธนูให้ โดยคุณทวดได้ทำพิธีปล่อยควายธนู
ที่ทำด้วยดินปั้นลงอาคม ออกไป และสั่งให้หลวงปู่ซึ่งยังอยู่ในวัยเด็ก ถือไม้หวายอาคม บอกว่าเดี๋ยวควายธนูจะมา
ให้ถือไม้เรียวคอยควบคุมไว้ หลวงปู่ฯ รู้สึกกลัวมาก แต่ก้กลัวคุณพ่อ(ทวดเจิม)มากกว่า จึงต้องยืนรออยู่อย่างนั้น
ซึ่งเมื่อคุณทวดเจิมได้ปล่อยควายธนูออกไปนั้น ก็ปรากฏเป็นร่างควายจริงๆ ตัวดำมะเมื่อม ตาแดงโพลง
ยืนตะกุยดิน ทำฟึดฟัดๆ แล้ววิ่งเข้ามาหาหลวงปู่ฯ ท่านเองก็ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ถือไม้เรียวเงื้อง่าอยู่เท่านั้นเอง
แต่ควายก็ไม่กล้าเข้ามาทำอันตรายหลวงปู่ฯ เมื่อเห็นว่าได้ทดสอบจิตใจของลูกชาย ให้มีความกล้าหาญ
และเริ่มซึมซับได้ในวิชาที่จะถ่ายทอดต่อไปเพียงพอแล้ว คุณทวดเจิมก็เรียกควายธนูกลับ ซึ่งก็กลับมา ในรูปของควายดินปั้น
ธรรมดาๆ เท่านั้นเอง (ภายหลังหลวงปู่ฯก็ได้สำเร็จวิชานี้ และทำได้เหมือนกัน โดยท่านได้แสดงวิชานี้ให้กับคุณลุงบุญส่ง พวงแก้ว
ผู้สืบทอดวิชาต่อจากท่าน โดยใช้ควายที่ปั้นจากดินลงอาคม เสกออกไปเป็นร่างควายให้มีรูปลักษณ์ออกมา และเวลาเรียกกลับ
ร่างนั้นก็หายไปกลายเป็นควายดินปั้น เหมือนที่คุณทวดเจิมเคยทำให้ท่านดู) ในช่วงที่เป็นฆาราวาสนั้น หลวงปู่ฯ ได้ประกอบอาชีพชาวสวนมะพร้าว และเรียนรู้วิชาแพทย์แผนโบราณ วิชาไสยศาสตร์ต่างๆ
จากคุณพ่อของท่าน(ทวดเจิม) ทั้งวิชารักษาโรคที่เกิดจากเชื้อโรค และโรคที่เกิดจาก เวทย์มนต์คาถา คุณผี ไสยดำ ลมเพลมพัด ฯลฯ เรื่อยมา
จนเมื่อท่านอายุครบ20ปี ท่าจึงได้ทำการอุปสมบท เป็นเวลา 1พรรษา (ยังไม่ทราบวัดและรายละเอียด)
หลังจากสึกออกมา ท่านก็ประกอบอาชีพชาวสวน และรักษาโรคให้กับผู้คนที่เจ็บป่วยเรื่อยมา และท่านก็ได้แต่งงานมีครอบครัว
มีบุตร ธิดา หลายคน ในช่วงนี้เป็นช่วงที่ท่านได้ประกอบคุณงามความดีโดยการรักษาคนไข้ต่างๆ โดยมิได้เรียกร้องเงินทอง
เป็นการสงเคราะห์ผู้เจ็บป่วยด้วยวิชาที่เรียนมา ในยุคที่การแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่ก้าวหน้า และทั่งถึง คนที่เจ็บป่วยต้องรักษาด้วย
แพทย์แผนโบราณเป็นหลัก ท่านได้ทำอย่างนี้มาตลอด
จนเมื่อท่านอายุมากขึ้น(ช่วง50-60) ลูกๆของท่านก็แยกย้ายกันไปประกอบอาชีพ มีครอบครัว มั่นคงดีแล้ว ท่านก็หมดห่วง
ท่านจึงได้เข้าบรรพชา อีกครั้ง
ณ.พัทธสีมา วัดอมรวดี ต.ปลายโพงพาง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม
โดยมีพระครูสมุทรวิจารณ์(หลวงพ่อคลี่) วัดประชาโฆสิตาราม เป็นพระอุปัชฌาย์
มีหลวงพ่อเปีย โอภาโส วัดอมรวดี เป็นพระคู่สวด
ท่านได้บวชและจำพรรษา อยู่ที่วัดอมรวดี เป็นเวลา 2พรรษา และต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่วัดลุ่มโป่งเสี้ยว จ.กาญจนบุรี ซึ่งในขณะนั้น
ยังเป็นเพียงสำนักสงฆ์ ที่ขาดแคลนพระที่จะอยู่ดูแลและพัฒนาต่อไป
เมื่อท่านได้มาอยู่แล้วก็เริ่มสร้างกุฏิ ศาลา โบสถ์ ด้วยความศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อท่าน
เพราะเมื่อหลวงปู่ฯ ย้ายมาจำพรรษาที่สำนักสงฆ์แห่งนี้ ก็ยังได้ใช้วิชาที่เรียนมา ช่วยเหลือชาวบ้าน ที่เจ็บป่วยต่างๆ
ทำให้เริ่มมีคนมานับถือศรัทธาเพิ่มขึ้นๆ
ซึ่งในทุกๆปี หลวงปู่ฯก็จะจัดพิธีไหว้ครู ครอบครู ให้กับลูกศิษย์ ทั้งหลาย และในงานไหว้ครูนั้น ก็จะมีคนที่มีอาการของขึ้น
เป็นรูปลักษณ์ต่างๆกัน คุณลุง บุญส่ง และคุณพ่อแก้ว ได้เล่าให้ผมฟังตรงกันทั้งสองท่านว่า
“เพียงหลวงพ่อตบกระดานเท่านั้น คนที่ของขึ้นจะสงบลงทันที” และในราวปี 2515-2516 (เรื่องพ.ศ.ที่สร้างนี้ยังไม่แน่นอนเป็นการประมาณ)ก็ได้มีการจัดสร้างเหรียญรุ่นแรกของหลวงปู่ฯ
ด้านหน้าเป็นรูปหลวงปู่ครึ่งองค์ มีอักษรขอม นะมะพะทะ ล้อมรอบรูปท่าน
เป็นการหนุนธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ และเขียนว่า หลวงพ่อสำอางค์ ศิริวิชโย (รุ่น1) ด้านหลังเป็นอักขระขอมว่า
นะ มะ พะ ทะ นะ โม พุท ธา ยะ มะ อะ อุ และลงท้ายว่า วัดลุ่มโป่งเสี้ยว ต.จรเข้เผือก จ.กาญจนบุรี
เมื่อสร้างเหรียญเสร็จ ก็ได้มอบให้หลวงปู่ฯเสก ซึ่งท่านก็ได้นำเหรียญ ไปใส่ในบาตรเพื่อทำการเสก
ซึ่งในขณะที่ท่านเสกอยู่นั้น เหรียญทั้งหมดในบาตรก็เริ่มเคลื่อนไหว หมุนวนอยู่ในบาตรอย่างน่าอัศจรรย์
ซึ่งเรื่องนี้ คุณพ่อแก้ว ศรีวิชัย ผู้เป็นทั้งลูก และศิษย์ของหลวงปู่ และคุณลุงบุญส่ง พวงแก้ว ผู้สืบทอดวิชา
ได้กล่าวตรงกันว่าเหรียญเคลื่อนไหวหมุนอยู่ในบาตร โดยเฉพาะคุณพ่อแก้วได้กล่าวกับผมว่า
“หนึ่ง(ผู้เขียน)เวลาหลวงพ่อฯ ปลุกเสกเหรียญ เหรียญไม่ได้ขยับนะ …แต่เหรียญวิ่งในบาตร เลยทีเดียว”
สำหรับเรื่องการปลุกเสกวัตถุมงคลให้เคลื่อนไหวได้นั้น คุรลุงบุญส่ง ได้เล่าให้ฟังว่า หลวงปู่ฯ สามารถ
ทำได้ ตั้งแต่สมัยเป็นฆาราวาส โดยในสมัยเป็นฆาราวาสท่านจะเสกของในพาน เช่นตะกรุด เมื่อใส่ไว้ในพาน
ท่านปลุกเสกเพ่งจิตลงไปตะกรุด จะเคลื่อนไหวอยู่ในพานนั้นได้เช่นกัน
ในช่วงที่หลวงปู่อยู่ที่วัดโป่งเสี้ยวนี้ ก็ได้มีวัตถุมงคลหลายอย่างที่ทำขึ้นมา เช่น ตะกรุด ผ้ายันต์ สีผึ้ง
เหรียญรุ่น1 รุ่น 2 ซึ่งแต่ละอย่างมีจำนวนไม่มากนัก เหรียญรุ่น1นั้นได้ฟังมาว่า มีอยู่ราวบาตรหนึ่งเท่านั้น
สำหรับตะกรุดของท่าน ในยุคแรกจะทำด้วยตะกั่ว เป็นส่วนมาก และอาจมีวัสดุอื่นๆที่หาได้ตามสมัย
เช่นหลอดยาสีฟัน(สมัยก่อนทำด้วยดีบุก) เป็นต้นในยุคต่อมาจึงเป็นโลหะชนิดอื่นเพิ่มเข้ามา เช่นทองแดง
ตะกรุดของท่านจะหุ้มด้วยสายยาง เพื่อความคงทน ผมเคนเห็นตะกรุดของท่านที่อยู่กับลูกของท่านคนหนึ่ง
เป็นตะกรุดชุด มีหลายดอก (ประมาณ10กว่าดอก) ขนาดยาวราว 1.5-2นิ้ว ตะกรุดชุดนี้มีผู้ยืมไปใช้
แล้วถูกฟันด้วยมีดสปาตาร์กลางหลัง แต่ทำได้เพียงเสื้อขาดเท่านั้น (ผมเคยพบและคุยกับผู้ที่ถูกฟันมาแล้ว)
ตะกรุดชุดนี้ปัจจุบัน ตกทอดไปรุ่นหลานแล้ว

เครดิตฟรี

ในช่วงที่หลวงปู่ฯเข้ามาปรับปรุงสำนักสงฆ์ลุ่มโป่งเสี้ยวนั้น ท่านได้สร้างและพัฒนา เสนาสนะต่างๆ ให้เป็นวัดที่สมบูรณ์
มีกุฏิมีศาลา มีโบสถ์ สิ่งหล่านี้เกิดจากแรงศรัทธาของสาธุชน สานุศิษย์ของท่านที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกัน
ในด้านการสงเคาระห์นั้น หลวงปู่ก็ได้ใช้วิชาที่ร่ำเรียนมา ช่วยเหลือคนที่เจ็บป่วยทั่วไป คนที่เจ็บป่วยด้วย
โรคทั่วไปท่านก็จะมอบหรือบอกตัวยาสมุนไพรเพื่อแก้อาการ หากเป็นโรคเล็กน้อยเช่น เป็นฝี ผื่น งูสวัด
พุพอง แผลเรื่้อรัง ไฟลามทุ่ง ฯลฯ โรคแบบนี้ท่านก็ใช้การเป่าด้วยคาถา ประกอบกับน้ำมนต์ เท่านั้นก็หายได้
สำหรับคนที่ถูกคุณไสย ฝังรูปฝังรอย ลมเพลมพัด หลวงปู่ฯจะรักษาด้วย น้ำมนต์ บวกกับคาถาและพลังจิตของท่าน
ในรายที่มีสิ่งของแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย ท่านก็ใช้ แป้งข้าวเหนียวที่นวดแล้วด้วยน้ำมนต์ นวดไปตามจุดที่เจ็บป่วย
ประกอบกับการพรมน้ำมนต์ เพื่อดึงเอาของเหล่านั้นออกมา เช่น ตะปู เส้นผม เข็ม ฯลฯ ของเหล่านี้จะติดออกมากับแป้ง
อาการเจ็บป่วยก็จะหายไป
สำหรับคนที่ถูกวิญญาณเข้าสิง เข้ากระทำให้เป็นบ้า เสียจริตไป เมื่อมาหาท่าน ท่านก้ใช้เพียงน้ำมนต์เท่านั้นก็ขับออกได้
แต่ในบางรายแค่เข้าเขตวัด หรือแค่จะนำมาหาท่าน วิญญาณก็ชิงออกไปเสียก่อนแล้ว เมื่อญาติๆพามาหาหลวงปู่ฯ
กลับไม่มีอาการอะไร แต่พอพากลับไปบ้านก็ปรากฏว่า วิญาณกลับมาเข้าสิงทำให้เสียจริตตามเดิม
ในกรณีแบบนี้ เมื่อญาติมาบอกท่าน ท่านจะใช้อาคมมัดวิญญาณไว้กับร่าง ตั้งแต่อยู่ที่บ้าน เมื่อญาติกลับไปเพื่อจะพามาหาท่าน
วิญญาณนั้นก็แสดงอาการทุรนทุราย พยายามจะหนีออกจากร่างที่สิงอยู่ แต่กลับออกไม่ได้ จนต้องถูกพามาให้หลวงปู่
ขับออกและป้องกันไม่ให้วิญญาณ กลับมาเข้าสิงอีก
(ยังมีประสบการณ์เรื่องราวที่หลวงปู่ฯ ช่วยรักษาคนป่วยด้วยวิธีต่างๆอีกมาก แต่ข้าพเจ้ายังทราบมาน้อย)
หลวงปู่ฯ ได้อยู่สงเคราะห์ชาวบ้านและเหล่าศิษย์ จนถึงปีพุทธศักราช2525 ท่านมีร่างกายที่ทรุดโทรมลงด้วยความชรา
ท่านได้กลับไปรักษาตัวที่บ้านเดิมของท่าน ที่สมุทรสงคราม ซึ่งยังเปิดเป็นบ้านที่รับรักษาผู่ป่วยสืบต่อมาโดย คุณลุงบุญส่ง พวงแก้ว
ซึ่งเป็นหลานของท่าน ได้ดูแลท่านร่วมกับลูกหลานท่านอื่น

สล็อต xo

จนถึงวันที่ 12 มกราคม 2526 ในช่วงเช้าท่านได้เรียกคุณลุงส่ง เข้าไปหา และหยิบผ้ายันต์ของท่านออกมาจากอังสะส่งให้
และบอกกับคุณลุงบุญส่งว่า ตะกรุดกับเหรียญ ของท่านอยู่ที่โต๊ะบูชา ให้ไปเอามาไว้
หลังจากนั้นท่านก็ไม่ได้พูดอะไรอีกนอนนิ่งเงียบ จนเวลาผ่านไปสายๆราว8-9โมง ลูกหลานที่ดูแลท่านอยู่ เข้าไปดูท่าน
เห็นเงียบๆ เลยเข้าไปจับร่างท่านดู พบว่าท่านมรณภาพไปแล้ว อย่างสงบโดยที่ไม่มีใครรู้เลย
หลวงปู่ฯมรณภาพในสภาพและอาการสงบราบเรียบราวกับนอนหลับ ท่านห่มจีวรเรียบร้อย เป็นการห่มจีวรครั้งสุดท้าย
หลวงปู่ได้จากไปในอีกโลกหนึ่ง อย่างเยือกเย็น สงบ สมกับอุปนิสัยของท่าน ที่เป็นพระพูดน้อย สมถะ ไม่เรื่องมาก อย่างไรก็ได้
นี้คืออุปนิสัยของท่าน
หลังจากหลวงปู่ฯมรณภาพ ลูกหลานทางสมุทรสงคราม ได้แจ้งให้ทางวัดโป่งเสี้ยวทราบ และขอว่าอยากจะเอาร่างของท่าน
สวดที่สมุทรสงคราม แต่ชาวบ้านทางวัดโป่งเสี้ยวไม่ยอม และได้เหมารถสองแถวเพื่อมานำร่างท่านกลับไปวัดโป่งเสี้ยวในวันนั้นเอง
การนำร่างท่านกลับไปก็นับว่ามหัศจรรย์ เพราะหลังจากที่ท่านมรณภาพแล้ว เมื่อจะนำร่างท่านกลับก็มิได้ใส่โลง แต่อุ้มท่านขึ้นมา
แล้วจัดให้ท่านนั่งอยู่ในท่านั่งสมาธิ นั่งท้ายรถปิ๊กอั๊พ มีคนประคองมา
มีหลวงปู่นั่งท้ายรถ เหมือนพระนั่งสมาธิ เมื่อเจอด่านตรวจเรียกให้รถหยุด พอมองไปเห็นหลวงปู่ฯ นั่งท้ายกระบะ คนที่ไปด้วยบอกว่า
“หลวงพ่อไม่สบาย จะรีบไปหาหมอ” นายด่านรีบโบกให้รถไปทันที
หลังจากท่านมรณภาพ ร่างของท่านยังนิ่ม เหมือนคนนอนหลับ แม้แต่นายด่านก็ไม่สงสัย
เมื่อไปถึงวัดก็ได้จัดโลงบรรจุท่าน และทำพิธีสวดเป็นเวลา9คืน หลังจากนั้นได้เปิดร่างท่านดู พบว่าเหมือนคนนอนหลับ(ไม่ได้ฉีดยา)
จึงได้เก็บร่างท่านไว้ ที่กุฏิเดิมของท่าน เป็นเวลา5ปี จนในวันที่17 เม.ย. 2531 จึงได้มีพิธีฌาปนกิจร่างของท่าน
และเมื่อเปิดโลงที่บรรจุร่างของท่านออกมา พบว่าร่างของ่ทานไม่เน่าไม่เปื่อย แต่คล้ำลงไป ผมและเล็บงอกยาว
โดยเฉพาะเล็บยาวมาก หลังจากนั้นจึงได้ฌาปนกิจร่างท่าน เป็นการดับร่างครั้งสุดท้าย
ต่อไปคงเหลือเพียงความรัก ความศรัทธา ความคิดถึง ที่เหล่าศิษย์มีต่อท่าน
แม้หลวงปู่ฯ จะไม่เหลือร่างที่เป็นการประชุมกันของธาตุสี่อีกต่อไป แต่ดวงจิตอันเป็น อมตะของท่าน ยังคุ้มครองเหล่า
ศิษย์และผู้ที่ศรัทธานึกถึงท่านตลอดไป….