ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่หลวง กตปุญโญวัดสามัคคีบุญญาราม

ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่หลวง กตปุญโญวัดสามัคคีบุญญาราม (วัดคีรีสุบรรพต)บ้านทุ่งสามัคคี ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง
ในอดีตต้นตระกูลของหลวงปู่หลวง กตปุญโญ นั้น สืบย้อนไปประมาณสามชั่วอายุคน บรรพบุรุษทางสายโยมบิดา คือโยมปู่ของท่านมีเชื้อสายชาวภูไท ซึ่งเป็นชนเผ่าหนึ่งที่เดิมมีถิ่นฐานแถบนครเวียงจันทร์ ประเทศลาว ต่อมาได้พากันอพยพย้ายที่ทำกินข้ามแม่น้ำโขงมาทางฝั่งประเทศไทย โดยมาตั้งรกรากอยู่อาศัยทำมาหากินในเขตจังหวัดสกลนครเป็นส่วนใหญ่ โยมปู่ของท่านมีชื่อนิยมเรียกกันตามชื่อบุตรคนหัวปีว่า “พ่อตัน” ได้สืบทอดอาชีพเดิมๆ ที่บรรพบุรุษทำกันต่อๆ มา คือ การทำนาทำสวน ปลูกผัก และหาปลา เลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวเรื่อยมา และได้มาเจอคู่กรรมคือโยมย่า “สีแพง” ที่จังหวัดสกลนครนี่เอง เมื่อได้ตกลงอยู่กินด้วยกัน ทั้งสองคนก็ได้ร่วมกันสร้างครอบครัวขึ้นมาใหม่ ต่างมีลูกด้วยกันรวมแล้วถึง ๗ คน
ใช้กรรมเก่าตั้งแต่เด็ก
ด้วยเหตุที่ต้องช่วยงานทางบ้านตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก เด็กชายหลวงในขณะนั้นแม้อายุเพียง ๕ ขวบ วันหนึ่งขณะที่ได้ช่วยแม่ใช้มอง (ที่ตำข้าว) ตำขาวอยู่นั้น เด็กชายหลวงมิทันระวังตัว ไม้ค้ำมองตำข้าวได้เกิดล้มมาทับข้อเท้าข้างขวาอย่างจัง จนข้อเท้าพลิกเดินไม่ปกติตั้งแต่นั้นมา

slotxo


หลวงปู่หลวงท่านบอกว่า “เป็นกรรมเก่าของท่านเอง” ตั้งแต่อดีตชาติ เคยใช้เท้าขวาเตะผู้มีพระคุณ กรรมนั้นได้ตามมาส่งผลให้ต้องชดใช้ แม้จะล่วงเลยมานานนับอีกชาติหนึ่งก็ตาม ท่านว่ากรรมใดๆ ก็ตาม มิอาจตัดหรือลบล้างได้ ต้องชดใช้ เว้นแต่กรรมที่คู่กรณีต่างอโหสิกรรมต่อกันแล้วเท่านั้น จึงอาจระงับหมดไปได้ ยกเว้นกรรมที่เป็นอนันตริยกรรม คือ กรรมหนัก กรรมบางอย่างอาจขอผ่อนปรนจากหนักเป็นเบาได้ด้วยบุญกุศลที่ได้สร้างได้ทำ แต่ก็ยังต้องชดใช้บางส่วนที่เหลืออยู่ กรรมมันตามคอยส่งผลได้นับร้อยๆ ชาติ “คนเราทำกรรมก่อกรรมไว้ เมื่อตายไปก็ต้องชดใช้กรรมอยู่ในนรก จะยาวนานอย่างไรก็ตามความหนักเบาของกรรม พ้นจากนรกขึ้นมา ก็ต้องมาใช้เศษกรรมในภพภูมิอื่นต่ออีกจนหมดกรรม ใช่ว่าจะใช้กรรมหมดได้ในครั้งเดียว ชาติเดียว ครู่เดียว ฉะนั้น เราจึงไม่ควรประมาทในกรรม กรรมมันเป็นวิบาก กรรมมันตัดรอนเอาได้ทุกเมื่อ”
จากอุบัติเหตุในครั้งนั้น มีผลให้เด็กชายหลวงต้องป่วยหนักจนเกือบตาย นางสียาได้ไปขอบนบวชไว้ว่า ถ้าลูกของนางหายจากการป่วยครั้งนี้ จะให้บวชเป็นพระ อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ฝังใจเด็กชายหลวง นำไปสู่ความคิดที่จะเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ แม้ในภายหลังก่อนที่นางสียาจะถึงแก่กรรม นางก็ยังได้สั่งเสียลูกชายในวาระสุดท้ายว่า “ขอให้ลูกหลวงบวชให้ได้”
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทฺตตเถระ
ฟังธรรมจากท่านพระอาจารย์มั่น
ครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ขณะที่เดินทางไปกราบมนัสการ พระธาตุพนม ได้ผ่านไปทางจังหวัดสกลนคร ก็ได้แวะไปกราบเยี่ยม หลวงปู่แว่น ธนปาโล ซึ่งขณะนั้นท่านพักอยู่ที่เสนาสนะป่าบ้านโคก อ.เมือง (ปัจจุบันอยู่ในเขต อ.โคกศรีสุพรรณ) จ.สกลนคร ในฐานะที่หลวงปู่แว่นท่านเป็นญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เมื่อหลวงปู่แว่นทราบว่าหลวงปู่หลวงมีความสนใจในการปฏิบัติกรรมฐาน อาจเป็นด้วยเคยมีบารมีธรรมเกื้อกูลกันมา ท่านจึงได้ชักชวนให้เข้าไปกราบ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ พระอาจารย์ใหญ่สายวิปัสสนาผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคนั้น ซึ่งในขณะนั้นท่านได้อยู่จำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านโคกนั้นพอดี
เมื่อได้เข้าพบและมีโอกาสได้รับฟังการอบรมจากท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งขณะนั้นท่านได้ชราภาพมากแล้ว แต่ก็ยังคงแสดงธรรมได้อย่างพิศดารจับใจเป็นยิ่งนัก ใครได้ฟังก็รู้สึกซาบซึ้งใจในข้ออรรถข้อธรรมที่ท่านแสดง ซึ่งแต่ละคำแต่ละประโยค ล้วนมีข้อคิดลึกซึ้งและมีคำอธิบายได้แจ่มแจ้ง ช่วยให้เกิดความตื่นตัวและรักที่จะปฏิบัติธรรมยิ่งขึ้นไปอีก ช่วงระหว่างที่ท่านแสดงธรรม ทุกคนที่นั่งฟังต่างนิ่งสงบแทบไม่ไหวติง ต่างอยู่ในอาการถึงพร้อมด้วยสติที่จะน้อมรับนำพาธรรมะที่ท่านบรรยายมา ให้เข้าสู่จิตใจและปฏิบัติตามโดยมิย่อท้อ แม้พวกสามเณรในที่นั้นยังต้องแอบฟังด้วยใจจดจ่อด้วยไม่มีพื้นที่พอที่จะขึ้นไปฟังบนกุฏิที่แสดงธรรมของท่านได้ เพราะแต่ละคืน แต่ละคราวที่ท่านพระอาจารย์มั่นแสดงธรรมจะมีบรรดาพระเถรานุเถระที่เป็นศิษย์ในสายปฏิบัติ นั่งฟังอยู่เต็มไปหมด ในอุบายธรรมที่ท่านพระอาจารยน์มั่นได้เทศน์อบรมในวันนั้น มีอุบายช่วงหนึ่งที่หลวงปู่หลวงได้จดจำนำมาพิจารณาเป็นพิเศษ จนเป็นข้อคิดสะกิดเตือนใจมาจนทุกวันนี้ มิลืมเลือน คือท่านได้เทศน์ว่า “ไปกราบแต่ธาตูพนม มันหลงธาตุ ธาตูโต (ตัวเรา) บ่ไหว้ ไปไหว้แต่ธาตุเพิ้น (คนอื่น) บ่มีหยัง มีแต่ก้อนอิฐ มันหลงธาตุ ปานคนโง่ง่าว ไปค้าขายแต่บ้านอื่น คนฉลาดมีปัญญา ค้าขายอยู่บ้านเจ้าของ ผู้เฒ่าหลงลืม มัดผ้าขาวม้าอยู่บนหัวแล้วไปหาที่อื่น แล่นเหาะแล่นหอบ (วิ่ง) ไปมาจนเหงื่อออก จึงฮู้ว่าอยู่บนหัว” หลวงปู่หลวงได้ฟังดังนั้นแล้วก็นำมาพิจารณา จึงรู้จริงเข้าใจแจ่มแจ้งว่า “ธรรมทั้งหมดมารวมอยู่ในกายนี้”

xoslot


หลังจากได้ไปกราบมนัสการและฟังธรรมจากท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ แล้ว หลวงปู่หลวงก็ได้กลับมาที่วัดศรีรัตนาราม เพื่ออยู่ปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม แต่ได้พยายามทำความเพียรในการปฏิบัติเพื่อให้ได้ผลและเมื่อได้ยินท่สามารถเข้าถึงธรรมอย่างเร็วที่สุดเท่าที่สติปัญญาจำพึงมีพึงทำ โดยมีกิจวัตรข้อปฏิบัติอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ กลางวันก็จะไปปฏิบัติหน้าที่ซึ่งต้องรับผิดชอบในตำแหน่งเจ้าอาวาสที่วัดศรีรัตนาราม เขียนบัญชีพระเณรและเอกสารต่างๆ จนมือปวดมือแข็งด้านไปหมด ส่วนตอนกลางคืนก็จะกลับไปปฏิบัติธรรมเร่งความเพียรภาวนาตามลำพัง

แต่งานด้านการศึกษาเล่าเรียนก็ใช่ว่าจะทิ้งเสียทีเดียว คงหมั่นเพียรท่องจำศึกษาด้านนักธรรมควบคู่กันไปด้วยกับงานด้านการปกครองดูแลคณะสงฆ์ เรียกได้ว่าท่านคงหมั่นหาความรู้เข้าใส่ตัวอยู่เสมอ พร้อมทั้งความเพียรปฏิบัติภาวนาไปด้วย จนมีความก้าวหน้าทั้งสองด้านยิ่งขึ้นไป
พบหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร

หลวงปู่หลวง กตปุญโญ ในสมัยนั้น พอได้คิดว่าความสงบเท่านั้นที่จะนำพาความสุขเกิดขึ้นได้ จึงได้หาโอกาสฝึกฝนนั่งสมาธิภาวนาในยามค่ำคืน โดยบางครั้งก็หลบไปนั่งตามสถานที่เงียบสงบตามป่าใกล้หมู่บ้านอยู่เสมอ ช่วงกลางวันก็กลับมาทำหน้าที่ตามปกติ จนกระทั่งใกล้วันเข้าพรรษา หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ผู้มีศักดิ์เป็นญาติกับท่านและเป็นศิษย์กรรมฐานองค์หนึ่งของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทฺตตเถระ พระอาจารย์ใหญ่สายกรรมฐานในยุคนั้น ได้กลับจากธุดงค์ผ่านมาเยี่ยมบ้าน และได้พักจำพรรษาที่วัดในบ้านเกิดของท่าน คือ วัดป่าหนองหญ้าปล้อง (ต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น วัดสันติสังฆาราม) บ้านบัว ต.สว่าง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะศึกษาธรรม และขอคำแนะนำหนทางการปฏิบัติ หลวงปู่หลวงท่านได้ไปกราบเยี่ยมและอยู่อุปัฏฐากรับใช้หลวงปู่สิมอยู่หลายเดือน และได้พักจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่สิมในปีนั้นด้วย เมื่อมีโอกาสก็ขอศึกษาอบรมกรรมฐาน ตลอดจนข้อวัตรปฏิบัติจากหลวงปู่สิม ซึ่งหลวงปู่สิมท่านก็ได้ทดสอบอารมณ์และจิตใจของหลวงปู่หลวง ดูว่ามีความตั้งใจและเหมาะที่จะเกิดในสายทางธรรมพระกรรมฐานได้ดีเพียงไร และได้มอบอุบายธรรมตามสมควรให้ด้วยเมตตาธรรม

ภายหลังจากที่หลวงปู่สิมท่านได้ทดสอบจนเป็นที่พอใจแล้วว่า หลวงปู่หลวงมีจิตใจมั่นคงและรู้แนวทางพอที่จะเอาตัวรอดได้แล้ว พอใกล้ถึงเวลาออกพรรษา หลวงปู่สิมได้ดำริว่าเมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านจะพาหลวงปู่หลวงออกเดินธุดงค์กรรมฐานสักระยะหนึ่ง เพื่อเป็นการหาประสบการณ์ โดยเลือกเอาป่าเขาภายในบริเวณจังหวัดสกลนครนั่นเอง เพราะสภาพป่าในสมัยนั้นยังคงมีความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก ไม่ต้องไปไกลที่ไหนก็สามารถหาที่วิเวกเพื่อพักปฏิบัติได้ง่าย โดยหลวงปู่หลวงได้กระทำตามคำแนะนำและปฏิบัติข้อวัตรยามธุดงค์อย่างเคร่งครัด

ระหว่างนี้หลวงปู่หลวงได้กำหนดจดจำแบบอย่างและปฏิปทาของครูบาอาจารย์ โดยได้สอบถามและเรียนรู้จากหลวงปู่สิมในหลายๆ เรื่อง ยิ่งเพิ่มความเลื่อมใสศรัทธาในพระปฏิบัติกรรมฐานมากขึ้น เพราะแต่เดิมทีนั้นได้เรียนรู้ในภาคทฤษฏีและเรื่องราวของพระปฏิบัติในสายกรรมฐานจากหนังสือตำราเท่าที่หาอ่านได้เท่านั้น พอได้พบและมีโอกาสออกธุดงค์ปฏิบัติร่วมกับพระกรรมฐานจริงๆ เข้า ก็ยิ่งนำพาความปลาบปลื้มปีติและตื่นเต้นเป็นล้นพ้น

หลวงปู่หลวงได้พยายามตักตวงหาความรู้ และขออุบายธรรมการปฏิบัติจากของจริง จากการปฏิบัติธุดงค์จริงๆ อย่างตั้งใจ ถึงแม้จะเป็นเพียงระยะแรกของการออกธุดงค์ ผลของการฝึกจิตยังไม่ได้ผลละเอียดดีนักก็ตาม แต่ก็เป็นแนวทางพอประคับประคองจิตให้อยู่ในความสงบได้ ต่อจากนั้นเป็นเรื่องของการฝึกตนเองเพื่อสร้างสมอินทรีย์ให้แก่กล้า ต้องบ่มตนเองทั้งกายและใจให้แข็งแกร่ง จะได้มีความอาจหาญที่จะสู้รบกับกิเลสทั้งหลายได้
เมื่อได้อยูปฏิบัติธุดงค์ร่วมกับหลวงปู่สิมนานพอสมควร หลวงปู่สิมท่านเห็นว่าสมควรปล่อยให้หลวงปู่หลวงไปหาประสบการณ์ปฏิบัติภาวนาด้วยตนเองได้แล้ว จะได้หาโอกาสพบครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆ ซึ่งยังมีอีกมากที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หากเกิดติดขัดในการปฏิบัติตรงข้อใด ก็ให้ไปแสวงหาคำตอบจากครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆ บ้าง ซึ่งแต่ละท่านนั้นจะมีอุบายธรรมและประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป แต่หัวใจคือข้อธรรมที่เกิดขึ้นนั้นองค์สมเด็จบรมครู คือ ผู้มีพระภาคเจ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ทรงเป็นผู้ค้นพบ และวางไว้เป็นแนวทางให้ยึดปฏิบัติตาม หลวงปู่สิมท่านจึงขอปลีกตนออกแสวงหาความวิเวกตามลำพังของท่านไปเรื่อยๆ
คิดปล่อยวางภาระเพื่อการปฏิบัติ

หลังจากที่ได้แยกทางจากหลวงปู่สิม หลวงปู่หลวงก็ได้กลับไปพำนักอยู่ที่วัดเดิม คือ วัดศรีรัตนาราม บ้านบัว จ.สกลนคร ด้วยภาระหน้าที่ยังมีอยู่ จำต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปก่อน ทั้งที่จิตใจนั้นยังใฝ่ที่จะหาความสุขสงบอย่างแท้จริง พระภิกษุที่วัดซึ่งอยู่ด้วยกัน ก็ล้วนแล้วแต่บวชเข้ามาแล้วก็ลาสิกขาออกไปตามกำหนด จะหาผู้ใดที่บวชอยู่จริง บวชยาวอยู่นานๆ ก็ไม่ได้ ที่พอจะฝากฝังภาระหรือฝึกฝนให้รับทำหน้าที่แทนก็เลยไม่มี หลวงปู่หลวงได้แต่ปฏิบัติภาวนาไปตามลำพังด้วยตนเองโดยไม่มีครูบาอาจารย์มาแนะนำอยู่หลายปี
จนกระทั่งวันหนึ่งหลวงปู่หลวงก็ได้มาพิจารณาว่า ตนเองนั้นก็บวชมาหลายปี ได้ยศฐาบรรดาศักดิ์และตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นถึงเจ้าคณะตำบล ด้วยอายุพรรษายังไม่มาก ได้เล่าเรียนนักธรรมจนมีความรู้พอที่จะสอนคนอื่นได้ ต้องมาติดอยู่กับการทำหน้าที่อันเป็นภาระที่หนักอึ้ง บางครั้งจะหาเวลาบำเพ็ญเพียรก็หาได้ไม่เต็มที่ ไปสั่งสอนญาติโยมที่ไหน เขาก็ฟังแล้วเดี๋ยวก็ลืม ไม่ค่อยมีใครน้อมนำเอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน
วันหนึ่งๆ พวกชาวบ้านก็มักจะยุ่งกับเรื่องการทำมาหากิน ไปทำบุญหรือมีงานบุญที่ไหนก็มักจะต้องล้มวัวควายหรือฆ่าเป็ดไก่จับปูปลาเพื่อมาทำอาหารเลี้ยงดูกัน งานบุญกับมีบาปมาปนเปื้อนด้วย อย่างนี้แล้ว ไหนล่ะจะได้บุญที่แท้จริง ไม่รู้จักการทำบุญโดยเลี่ยงบาปเลยสักผู้เดียว โอ้ ! น่าอนาถนัก พระเองก็อาจเป็นต้นเหตุให้เขาฆ่าสัตว์มาทำบุญ ทำอย่างไรจึงจะหนีเรื่องเหล่านี้ได้
ยิ่งเมื่อได้เป็นเจ้าคณะตำบล เป็นพระสังฆาธิการปกครองคณะสงฆ์ ก็ได้มีโอกาสรับนิมนต์ไปเทศน์หรือปฏิบัติกิจต่างๆ ตามหมู่บ้านทั่วไป ก็ได้เห็นว่าทั้งพระและฆราวาสต่างหลงติดยึดในธรรมเนียมการเลี้ยงดูต้อนรับอย่างผิดๆ ในงานบุญก็มีการล้มวัว ควาย หมู และฆ่าเป็ดฆ่าไก่มาทำอาหารกิน ทั้งยังมีการเลี้ยงเหล้ายาปลาปิ้งกันอย่างสนุกสนาน เป็นค่านิยมที่ยึดถือตามกันมาอย่างหลงผิดและสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ
ท่านรู้สึกปลงสังเวชกับความคิดและการกระทำของคนเหล่านั้น ทั้งพระเองก็ยังทำตัวเหมือนชาวบ้าน เห็นชาวบ้านเขาทำบาปแทนที่จะอบรมหรือห้ามปรามชี้แนะ กลับเห็นดีเข้าร่วมวงกับเขาด้วย เช่น ชาวบ้านเขามาชวนให้กินมะขามเคลือ คือไข่มดแดงดิบๆ เอาเกลือโรยแล้วใส่น้ำปลาร้าเข้าหน่อย ก็กินกันได้อย่างเอร็ดอร่อย ท่านมองเห็นว่าชาวบ้านนั้นทำตัว น มันหายไปเหลือแต่ บ้า กันแล้ว
บางครั้งพระและชาวบ้านก็พากันไปทอดแหตกปลา เมื่อได้มาก็เอาไปทุบหรือหักคอ แล้วปิ้งย่างกินกันเดี๋ยวนั้น เป็นพระกลับไม่รู้ผิดรู้ถูกกับคนพวกนั้น บางทีก็มีการหยอกล้อกับสีกา พากันไปเดินเล่นชายหาดริมแม่น้ำ พูดจาเชิงเกี้ยวพา แล้วก็โยนทรายใส่กันทำทีเป็นใส่บาตร หลวงปู่หลวงท่านได้เห็นเช่นนั้นก็ยิ่งรู้สึกสลดใจในการกระทำของทั้งพระและชาวบ้านพวกนั้น ช่างไม่รู้บุญรู้บาปกันเสียเลย
พระที่บวชเข้ามา ก็ไม่ได้บวชเพราะศรัทธาในพระศาสนา ส่วนใหญ่บวชตามประเพณี เมื่อบวชแล้วก็ไม่คิดแสวงหาความรู้หรือศึกษาเล่าเรียนในทางธรรม คงบวชมาเพื่อเฝ้าไม่ให้วัดร้างเท่านั้น แทบจะพูดได้ว่าบวชมาเสียผ้าเหลืองเปล่าๆ อย่างเก่งก็หัดท่องบ่นสวดมนต์พอหากินได้ไปวันๆ เท่านั้น น้อยคนนักที่จะสนใจทำหน้าที่ แม้ได้สนใจเล่าเรียนนักธรรม หรือช่วยงานด้านปกครองดูแลวัดบ้างก็ยังดี พระส่วนใหญ่ถึงบวชอยู่เป็นพระไม่ได้นาน ที่อยู่นานจนเป็นพระหลวงตาได้ก็ต้องอดทนมาเต็มที่
หลวงปู่เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายในการทำหน้าที่ คิดว่าตนเองเกิดมาก็ตายเปล่า จะเอาดีอย่างไรก็ไม่ได้ ไม่สามารถเอาตัวรอดพ้นจากบาปกรรมหรือบ่วงกรรมได้เลย หากต้องอยู่ในสภาวะเช่นนี้เห็นทีจะไม่เกิดสติปัญญาสักอย่างเดียว คงต้องเกลือกกลั้วปนอยู่กับพวกเขา พวกชาวบ้านหรือพระองค์อื่นๆ ไม่นานก็คงต้องลาสิกขาไปเช่นเดียวกัน

แต่พระที่ปฏิบัติกรรมฐาน ไม่เห็นมีท่านใดที่สนใจในยศฐาบรรดาศักดิ์และตำแหน่ง ล้วนแต่ปลีกตัวตนอยู่แต่ในพงไพรแสวงหาโมกขธรรมเพื่อความหลุดพ้นด้วยตนเองอย่างจริงจัง

ท่านรำพึงกับตนเองและคิดทบทวนอยู่หลายหน จนในที่สุดก็คิดที่จะสละตำแหน่งเจ้าคณะตำบล โดยการลาออกเสีย ปล่อยให้ทางการปกครองสงฆ์เขาหาทางแก้ปัญหากันเอง บริหารกันเอง ส่วนตัวท่านนั้นขอออกปลีกวิเวกธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรแต่ลำพัง เพื่อที่จะได้ปฏิบัติกรรมฐานได้อย่างเต็มที่

เมื่อคิดได้ดังนั้นก็พอดีใกล้ถึงวันเข้าพรรษา จึงได้ตัดสินใจมาพำนักอยู่จำพรรษาที่ วัดป่าหนองหญ้าปล้อง (วัดสันติสังฆาราม) จ.สกลนคร เพราะที่วัดนี้ทั้งพระและชาวบ้านมีความคุ้นเคยและรู้จักการปฏิบัติภาวนาดีอยู่แล้ว ด้วยหลวงปู่สิมท่านได้มาปูพื้นฐานไว้ให้ก่อนแล้ว จึงทำให้เกิดความสบายใจในการปฏิบัติทำความเพียร ครั้นพอออกพรรษา หลวงปู่หลวงท่านก็ออกเที่ยวจาริกธุดงค์ตามแบบอย่างพระกรรมฐาน
หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ
หลวงปู่ขาว อนาลโย
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
พบครูบาอาจารย์
ระหว่างที่ท่องธูดงค์ไปเรื่อยๆ นั้น ก็มีโอกาสได้พบและได้เข้าฟังธรรมพร้อมทั้งฝึกวิปัสสนากับพระอาจารย์ในสายกรรมฐานอีกหลายๆ รูป เช่น หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ, หลวงปู่ขาว อนาลโย, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เป็นต้น ถึงแม้ว่าขณะนั้นพระหลวง จะยังเป็นพระอยู่ในฝ่ายมหานิกายก็ตาม ครูบาอาจารย์เหล่านั้นก็ไม่ได้ตั้งข้อรังเกียจแต่ประการใด ทั้งยังได้เมตตาช่วยชี้แนะสอนสั่งให้อุบายธรรมและแก้ข้อปัญหาที่ติดขัดให้อย่างดี เพราะท่านเหล่านั้นเห็นว่าพระหลวงมีความตั้งใจและสนใจในการปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น มีแววว่าต่อไปจะเป็นกำลังสำคัญช่วยเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนในทางสายวิปัสสนากรรมฐานได้ ชาวบ้านจะได้มีที่พึ่งอันควรแก่การกราบไหว้เคารพบูชา ได้มีเนื้อนาบุญที่ดี (ซึ่งในกาลต่อมาก็เป็นเช่นดังนั้นจริงๆ)
พระอาจารย์ใหญ่ละสังขาร
ในราวปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ข่าวท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ อาพาธได้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว บรรดาพระกรรมฐานที่เป็นศิษยานุศิษย์เมื่อได้ทราบข่าว ต่างพากันเดินทางมากราบเยี่ยมดูแลท่านมิขาดสาย ท่านพระอาจารย์มั่นถึงจะยิ่งใหญ่ในสายทางธรรมสักเพียงใด ท่านก็ยังไม่สามารถหลีกหนีพ้นจากกฎแห่งการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย ไปได้ อันเป็นเรื่องธรรมดาของสังขาร
ระยะสุดท้ายของชีวิตท่าน คือตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๕ เป็นต้นมา ท่านพระอาจารย์มั่นได้ปักหลักพำนักเผยแผ่พระธรรมคำสอน อยู่ที่เสนาสนะป่าบ้านโคกและที่บ้านนามน ต.หนองโขบ อ.เมือง จ.สกลนคร รวม ๓ พรรษา จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ท่านจึงได้ย้ายมาพักอยู่ที่เสนาสนะป่าบ้านหนองผือ ต.นาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร อีก ๕ พรรษา จนใกล้วาระสุดท้ายแห่งชีวิต ช่วง ๘ ปีสุดท้ายในวัยชรานี้ ท่านพระอาจารย์มั่นได้ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนบรรดาศิษยานุศิษย์เป็นประจำทุกวันอย่างปกติ จะพิเศษก็ตรงที่ใจความข้อธรรมที่ถ่ายทอดหลั่งไหลออกมานั้น จะบ่งชัดชี้แนะและมีความเข้มลึกซึ้งมากกว่าเดิม ท่านจะพูดเตือนพระเณรให้มีความตั้งใจเร่งปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะงานทางจิตภาวนาถือเป็นงานสำคัญที่ทุกคนจะต้องแก้ต้องทำ การอยู่ร่วมกันใช่ว่าจะจีรัง กายสังขารของเราก็เช่นกันอย่าคิดว่ามันจะอยู่กับเราตลอดไป ความไม่แน่นอนนั้นเที่ยงแท้กว่าทุกสิ่ง เพราะท่านรู้ตัวเองว่ามีเวลาเหลือน้อยลงทุกวันแล้ว ทั้งยังได้เคยพยากรณ์ตนเองว่าจะมีอายุสังขารเพียง ๘๐ ปี ซึ่งในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ นี้ ท่านก็จะมีอายุครบ ๘๐ ปีพอดี

ท่านยังเคยได้ปรารภต่อศิษยานุศิษย์ที่เป็นพระผู้ใหญ่ว่า “หากท่านตายลง ณ บ้านหนองผือนี้ สัตว์ก็ต้องตายตามไม่ใช่น้อย ถ้าตายที่วัดป่าสุทธาวาส ก็ค่อยยังชั่วเพราะมีตลาด”

จะเห็นได้ว่าท่านพระอาจารย์มั่นได้เล็งเห็นความสำคัญของชีวิตสัตว์ ที่จะต้องมาตายเพราะถูกฆ่าเพื่อเอาเนื้อมาทำอาหารเลี้ยงดูพระและผู้คนในงานศพ ท่านจึงไม่ปรารถนาให้สัตว์ในเขตบ้านหนองผือต้องตายตกไปตามกันเพราะท่านเป็นเหตุ แต่ที่วัดป่าสุทธาวาส ซึ่งตั้งอยู่ในเขต อ.เมือง จ.สกลนคร นั้นอยู่ใกล้ตลาดสดมีการขายเนื้ออยู่เป็นปกติ หาซื้อได้ง่าย ไม่ต้องมีการฆ่าเพื่อเอาเนื้อมากมายนัก

ดังนั้น เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นมีอาการอาพาธหนัก คณะศิษยานุศิษย์จึงได้ทำการเคลื่อนย้ายสรีระสังขารท่านมาพักรักษาที่เสนาสนะป่ากลางโนนภู่ บ้านกุดก้อม ต.ไร่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เพราะสะดวกต่อหมอในการมาตรวจรักษา และศิษยานุศิษย์ก็มากราบเยี่ยมถวายการปรนนิบัติดูแลได้ง่าย อาการของท่านก็มีแต่ทรงกับทรุด จะสงบระงับบ้างก็เพียงชั่วคราว ได้พักรักษาท่านที่นั่นประมาณ ๑๐ วัน

ครั้นเมื่อถึงวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ อาการป่วยของท่านก็เริ่มกำเริบ จึงได้จัดการเคลื่อนย้ายสังขารท่านมายังวัดป่าสุทธาวาสโดยทางรถยนต์ เพื่อเฝ้าดูอาการในระยะสุดท้าย บรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งหลายต่างห่วงใยเฝ้ารอฟังอาการของท่านด้วยความสงบแต่จดจ่อ ในที่สุดท่านพระอาจารย์มั่น พระอาจารย์ใหญ่ในสายวิปัสสนาธุระอันเป็นที่รักและเคารพยิ่งของทุกคน ก็ได้ค่อยจากไปด้วยอาการสงบ ท่ามกลางหมู่ศิษย์และผู้ใกล้ชิดทั้งหลาย สิริอายุได้ ๘๐ ปี ตรงตามที่ท่านได้เคยกำหนดไว้ ในเวลาราวตีสองกว่าๆ ตรงกับวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ ณ วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร
กำหนดการถวายพระเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่น ได้กำหนดให้มีขึ้นในวันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๓ ปีขาล ในช่วงปลายเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓ คณะสงฆ์ผู้ใหญ่และหมู่ศิษย์ทั้งพระภิกษุสามเณรตลอดจนฆราวาสที่เคารพนับถือท่าน จากทั่วทุกสารทิศทั้งใกล้-ไกล ได้พร้อมใจกันเดินทางมาร่วมงานในวันนั้นเพื่อเป็นการแสดงความระลึกถึงพระเถระผู้ใหญ่ ผู้ซึ่งกล้าเผชิญกับความตายโดยไม่หวาดหวั่น ไม่มีอาการสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย

เครดิตฟรี


บรรดาศิษยานุศิษย์ผู้มั่นคงแก่กล้าในทางธรรม ถึงจะมีความสลดสังเวชขึ้นในใจ ก็ไม่ได้แสดงออกซึ่งอาการเสียใจให้เห็นเป็นเยี่ยงอย่าง เพราะได้พิจารณาเห็นเป็นเรื่องธรรมดาของกายสังขาร ต้องมีเกิด มีแก่ มีเจ็บ และต้องตายไปในที่สุด อันเป็นวังวนของวัฏสงสาร

สำหรับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ ผู้กล้าองค์นี้แล้ว บรรดาศิษยานุศิษย์ต่างเชื่อมั่นแน่ว่า ท่านพ้นแล้ว ไปดีแล้ว ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตาย-เกิดในโลกอันวุ่นวายนี้อีกแล้ว เพราะว่าท่านสามารถตัดและสละหลุดพ้นในวัฏฏะได้เป็นที่แน่นอนแล้ว ป่วยการที่จะมัวเศร้าโศรกเสียใจกับการจากไปของท่าน

แต่ก็เป็นการยากสำหรับศิษยานุศิษย์บางท่านบางคน เพราะได้อยู่ใกล้ชิดคอยอุปัฏฐากปฏิบัติรับใช้ท่านมานาน ได้ยินได้ฟังและได้เห็นทั้งคำพูดคำสอน อันเป็นโอวาทและจริยาท่าทางการทำข้อวัตรของท่านอยู่เป็นนิจ ความผูกพันย่อมมีขึ้นได้มากอย่างสุดหัวใจ เหมือนดั่งพระอานนท์ที่คอยอยู่ถวายการอุปัฏฐากรับใช้พระพุทธเจ้า ในยามที่พระพุทธองค์จะทรงละสังขารเข้าสู่ปรินิพพานเป็นที่สุดนั้น พระอานนท์ยังอดไม่ได้ที่จะแอบร้องไห้ด้วยความอาดูรเป็นยิ่งนัก กว่าจะรู้สึกตัวตนทำใจได้ ท่านก็ต้องใช้เวลาพอสมควร

ส่วนสำหรับผู้ที่ยังทำใจไม่ได้ โดยทั่วไปก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องโศการำพัน เพราะความที่ตนยังเข้าไม่ถึงธรรม ไม่เข้าใจในธรรมนั่นเอง
ตั้งสัจจะอธิษฐานต่อหน้าพ่อแม่ครูบาอาจารย์

พระภิกษุหลวง ขนฺติพโล ในพรรษานั้นคงพักจำพรรษาอยู่ที่ วัดป่าหนองหญ้าปล้อง (วัดสันติสังฆาราม) จ.สกลนคร เช่นเดิม ได้เดินทางไปร่วมงานประชุมเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ กับเขาด้วย เพราะมีความเคารพต่อท่านเหมือนประดุจดังพ่อแม่ครูบาอาจารย์ คือสำหรับพระป่ากรรมฐานแล้วจะพากันให้ความเคารพต่อท่านพระอาจารย์มั่นเป็นอย่างสูง ด้วยท่านเปรียบเหมือนทั้งพ่อเป็นทั้งแม่ และครูบาอาจารย์ ที่ให้กำเนิดในธรรม ท่านถ่ายทอดชี้แนะชี้นำให้ความรู้ที่จำเป็นอันสำคัญทุกอย่างทุกด้าน ที่จะให้อยู่รอดและมีความเจริญก้าวหน้าในทางธรรมได้ และเพื่อประโยชน์สุขในทางโลก อย่างยากที่จะหาผู้ใดเทียบเท่าได้

แม้จะเพียงเคยได้รับฟังคำเทศน์คำสอนของท่านพระอาจารย์มั่นเพียงครั้งเดียว แต่หลวงปู่หลวงก็มีความซาบซึ้งอยู่ในจิตใจเป็นที่สุด เพราะท่านได้ช่วยชี้นำหนทางคือความสว่างแห่งชีวิต สู่หนทางสัจธรรมความเป็นจริง ทำให้เข้าใจและเข้าถึงธรรมขั้นสูงทั้งหลายได้ในกาลต่อมา

ณ ต่อหน้าพระศพของท่านพระอาจารย์มั่น หลวงปู่หลวงได้เข้าไปกราบสักการะเป็นครั้งสุดท้าย และตั้งสัจจะอธิษฐานว่า “จะขอตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เพื่อให้ได้โลกุตรธรรม โดยในปีนี้จะขอออกเดินธุดงค์กรรมฐานปฏิบัติธรรมให้ได้เยี่ยงผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งหลาย”
ภายหลังจากที่เสร็จสิ้นงานประชุมเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ แล้วได้ประมาณ ๑๐ วัน พระภิกษุหลวง ขนฺติพโล ก็ได้เข้าไปกราบลาเจ้าคณะอำเภอพรรณานิคม โดยให้เหตุผลว่า “กระผมขออนุญาตไปศึกษาธรรมทางภาคเหนือ เพื่อเพิ่มพูนปัญญาในทางธรรม” ทางเจ้าคณะอำเภอท่านก็อนุญาตแต่โดยดี
ราวต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๓ นั่นเอง หลวงปู่หลวงก็ได้เก็บข้าวของและนำไปเฉพาะเครื่องอัฐบริขารที่จำเป็นในการธุดงค์ แล้วออกรอนแรมเดินทางมุ่งสู่ภาคเหนือ โดยตั้งใจว่าจะไปกราบหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ซึ่งได้ข่าวว่าท่านพักจำพรรษาอยู่ที่ วัดสันติธรรม ในเมืองเชียงใหม่ เมื่อไปถึง จ.เชียงใหม่ และได้ไปกราบหลวงปู่สิมที่วัดสันติธรรมสมความตั้งใจแล้ว หลวงปู่หลวงก็ได้ไปกราบเรียนปรึกษาถึงเรื่องการแปรญัตติใหม่ เพื่อเป็นพระในสังกัดธรรมยุติกนิกาย ซึ่งหลวงปู่สิมท่านเมตตาเห็นชอบด้วย อนุญาตและแนะนำให้ไปหาหลวงปู่แว่น ธนปาโล ที่ วัดถ้ำพระสบาย ต.นาครัว อ.แม่ทะ จ.ลำปาง เพื่อที่จะเป็นธุระแทนท่านในการนี้
ทางหลวงปู่แว่นท่านก็ยินดี ได้จัดแจงเตรียมการเป็นธุระให้ในหลายๆ เรื่อง ส่วนตัวหลวงปู่หลวงนั้นได้ย้ายไปตระเตรียมเครื่องอัฐบริขารในการบวชที่ วัดป่าสำราญนิวาส ต.ศาลา อ.เกาะคา จ.ลำปาง โดยได้ทำการตัดเย็บและย้อมผ้าสบงจีวรตลอดจนสังฆาฏิด้วยตนเองจนเสร็จเรียบร้อย โดยได้มีคณะศรัทธาญาติโยมใน อ.เกาะคา ร่วมเป็นเจ้าภาพ ได้ทำการแปรญัตติใหม่เป็นพระในสังกัดธรรมยุติกนิกาย เมื่อวันที่ ๙ กรกฏาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ณ พัทธสีมาวัดเชตวัน ต.หัวเวียง อ.เมือง จ.ลำปาง โดยมีท่านพระครูธรรมาภิวงศ์ เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงปู่แว่น ธนปาโล เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

(ซึ่งในขณะนั้นหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ กำลังสร้างวัดสันติสุขขาราม อ.เถิน จ.ลำปาง) หลวงปู่หลวงท่านได้รับนามฉายาใหม่ว่า “กตปุญฺโญภิกขุ” มีอายุขณะนั้นได้ ๒๙ ปี เริ่มนับพรรษาใหม่ จากเดิมที่บวชเป็นพระในมหานิกายมาได้ ๘ พรรษา ในการบวชวันนั้นได้มี ท่านพระอาจารย์บัวไข สนฺตจิตโต (ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดสันติสังฆาราม จ.สกลนคร) มาร่วมบวชเป็นสามเณรด้วย

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

ธุดงค์ก็ไม่ละ การเรียนก็ไม่เว้น

หลังจากที่ได้แปรญัตติแล้ว พระภิกษุหลวง กตปุญฺโญ ก็ได้พักจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่แว่น ธนปาโล ที่วัดถ้ำพระสบาย จ.ลำปาง เพื่อช่วยกิจการงานและฝึกปฏิบัติธรรมกับท่าน พอมีเวลาหลวงปู่แว่นก็ได้ชวน ท่านพระอาจารย์น้อย สุภโร และพระภิกษุหลวง ออกเดินธุดงค์ไปในหลายจังหวัดในภาคเหนือ เช่น ทางจังหวัดอุตรดิตถ์ แพร่ น่าน เชียงราย และลำปาง เป็นต้น โดยถือรุกขมูลปักกรดในที่ต่างๆ เช่น ตามป่าช้าที่ห่างไกลจากหมู่บ้าน ตามถ้ำหรือเชิงผาในเขตป่าเขา ตามน้ำตก หรือแม้กระทั่งตามสวนผลไม้ของชาวบ้านที่สงบเงียบแถบ อ.ลับแล เป็นต้น เพื่อแสวงหาที่เงียบสงัดอันเหมาะในการบำเพ็ญสมณธรรมอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกันเมื่อไม่ได้ออกธุดงค์ คือช่วงใกล้เข้าพรรษาก็ได้กลับมาพักจำพรรษาที่วัดถ้ำพระสบาย จ.ลำปาง ซึ่งในระหว่างนี้ก็จะใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษานักธรรม เล่าเรียนบาลี เพื่อที่จะได้สอบเป็นมหาเปรียญ พระภิกษุหลวงกระทำเช่นนี้ตลอด ๓ พรรษาแรก แต่ไม่ได้สอบเป็นมหาเปรียญแต่สอบนักธรรมชั้นโทได้ ท่านเคยเรียนนักธรรมตั้งแต่ครั้งเป็นพระมหานิกายที่ จ.สกลนคร โดยพยายามสอบให้ได้ถึงนักธรรมชั้นเอก ไปสอบอยู่ ๓-๔ ปี แต่ไม่ได้เพราะไม่ค่อยมีเวลาดูหนังสือ ด้วยสมัยนั้นท่านมีกิจการงานด้านการปกครองค่อนข้างเยอะ

ท่านเล่าว่า ในสมัยที่อยู่ จ.สกลนคร โดยเฉพาะที่บ้านบัวซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน มีผู้สอบได้เปรียญมากที่สุด สูงสุดได้ถึงเปรียญ ๗ ประโยค แต่ก็อยู่เป็นพระได้ไม่นาน พากันลาสิกขากันหมด ไปมีครอบครัวบ้าง ไปรับราชการเป็นครูบ้าง เป็นตำรวจหรือตำรวจรถไฟบ้าง ฯลฯ เพื่อนๆ รุ่นเดียวกันที่เคยบวชเรียนอยู่ด้วยกัน เขาสอบกันได้หมด คงมีแต่ท่านเท่านั้นที่เรียนแล้วไม่ได้สอบหรือสอบไม่ได้ สมัยนั้นถ้าไม่ได้นักธรรมชั้นตรี ก็จะไม่ได้สอบเป็นมหาเปรียญ ยิ่งถ้าได้นักธรรมชั้นเอก ก็มีสิทธิสอบมหาเปรียญ ๖-๙ ประโยคได้

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถระ

จากวัดป่าสำราญนิวาสถึงวัดถ้ำพระสบาย

ขอแทรกเรื่องราวและประวัติความเป็นมาของวัดป่าสำราญนิวาส และวัดถ้ำพระสบายไว้ ณ ที่นี้สักเล็กน้อย

แรกเริ่มเดิมทีในราวก่อน พ.ศ. ๒๔๘๖ อยู่หลายปี ได้มีพ่อค้าขายของคนหนึ่งชื่อว่า นายวงศ์ เป็นคนบ้านหนองแหวน ต.ศาลา อ.เกาะคา จ.ลำปาง ทำการซื้อของจากเมืองพม่าแล้วนำไปขายทางภาคอีสาน แถบ จ.นครราชสีมา เรื่อยไปจนถึงเขต จ.อุบลราชธานี จนไปมีครอบครัวอยู่ที่ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี จึงได้ตั้งหลักทำมาหากินอยู่ที่นั่นจนมีลูกหลานหลายคน

ขณะนั้น ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ และท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถระ เป็นพระนักปฏิบัติพระกรรมฐานที่มีชื่อเสียงมากในเขต จ.อุบลราชธานี จ.สกลนคร และหลายจังหวัดด้านอีสานติดริมแม่น้ำโขง มีสาธุชนชาวบ้านจำนวนมากเคารพนับถือท่านพระอาจารย์ทั้งสอง ทั้งพระภิกษุ-สามเณร และฆราวาส ต่างพากันสนใจติดตามไปฟังธรรมจนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาไปตามๆ กัน
นายวงศ์ในขณะนั้น มีครอบครัวอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี เป็นผู้ที่มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนามากคนหนึ่งเช่นกัน เมื่อได้ยินข่าวว่าท่านพระอาจารย์ทั้งสองได้ธุดงค์กรรมฐานไปยังสถานที่ใกล้ๆ บ้าน ก็ได้หาโอกาสเข้าไปกราบและฟังธรรมพร้อมด้วยชาวบ้านญาติโยมจำนวนหนึ่ง
เมื่อได้ยินได้ฟังข้อธรรมคำสอนที่ท่านพระอาจารย์ทั้งสองได้ร่วมกันแสดงและตอบปัญหาธรรม ต่างก็รู้สึกกินใจและซาบซึ้ง โดยเฉพาะนายวงศ์ได้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาขึ้นมาอย่างมาก ถึงกับคิดจะละวางภาระทางครอบครัว ออกบวชปฏิบัติติดตามท่านพระอาจารย์ทั้งสองไปด้วย ได้บอกลาขออนุญาตลูกเมียเพื่อออกบวช ทางครอบครัวก็ไม่ขัดข้องแต่ประการใด จึงได้มาบวชปฏิบัติอยู่กับท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถระ ที่ วัดเลียบ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ได้รับนามฉายาว่า “ขนฺติสาโรภิกขุ”

ครั้นอยู่มาได้ ๔ พรรษา หลวงพ่อวงศ์ ขนฺติสาโร ได้รำลึกคุณของบิดา-มารดาที่ตายไปแล้ว เกิดความปรารถนาที่จะทำบุญอุทิศให้แก่ท่านทั้งสอง หลวงพ่อวงศ์จึงได้ลาครูบาอาจารย์เดินทางกลับมายัง จ.ลำปาง บ้านเกิดถิ่นปิตุภูมิ-มาตุภูมิที่บ้านหนองแหวน ได้มาพักรุกขมูลอยู่ใกล้กับโรงงานน้ำตาลไทย และวัดไร่อ้อย

เมื่อคณะศรัทธาชาวบ้านที่อยู่ที่โรงงานน้ำตาลไทย ได้เห็นมีพระธุดงค์มาปักกลดพักอยู่ ณ ที่นั้น จึงได้มาสนทนาด้วยจนกระทั่งเกิดความเลื่อมใสในตัวหลวงพ่อวงศ์ ด้วยเห็นว่าท่านเป็นคนบ้านดียวกัน คือเป็นคนถิ่นเหนือเมืองลำปางเช่นเดียวกัน จึงได้ช่วยกันบำรุงอุปัฏฐากเป็นประจำ โดยนิมนต์ให้พักอยู่ที่ตรงใต้ต้นฉำฉา (จามจุรี) ใกล้กับโรงงานน้ำตาลไทย (ทางด้านทิศใต้ของวัดป่าสำราญนิวาส ในปัจจุบันนี้)

พอออกพรรษาในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ แล้ว หลวงพ่อวงศ์ ขนฺติสาโร ท่านจะออกเดินธุดงค์กรรมฐานต่อไป แต่คณะศรัทธาชาวบ้านในโรงงานน้ำตาลไทยเกิดมีศรัทธาแก่กล้าที่จะสร้างวัดถวาย เพื่อที่จะได้มีวัดฝ่ายปฏิบัติสักแห่งเกิดมีขึ้นในเมืองลำปางนี้ จึงได้นิมนต์ให้หลวงพ่อวงศ์ช่วยเป็นประธานในการสร้างวัดแห่งนี้ แต่ทางหลวงพ่อวงศ์ได้ปฏิเสธไปโดยบอกว่า “ท่านเป็นพระบวชเมื่อแก่ ไม่มีวาสนาบารมีพอที่จะสร้างวัดวาอารามขึ้นมาได้ หากพวกญาติโยมต้องการจะสร้างวัดขึ้นมาจริงๆ ก็ให้ไปนิมนต์พระที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ซึ่งอยู่ที่วัดป่าโรงธรรมสามัคคี อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ โน่นเถอะ”
ขณะเดียวกันหลวงปู่แว่น ซึ่งในพรรษานั้นได้จำพรรษาร่วมกับหลวงปู่สิม ที่ วัดป่าโรงธรรมสามัคคี ต.สันกำแพง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ในช่วงกลางพรรษาหลวงปู่แว่นได้ตั้งสัจจะอธิษฐานขึ้นว่า “ในภาคเหนือนี้จะมีที่ใดหนออันจะเป็นสถานที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ท่านจะได้ทำให้เกิดมีขึ้นสักแห่งหนึ่ง”
ตรงนามนิมิต
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน หลวงปู่แว่นท่านก็ได้นิมิตฝันไปว่า ได้เหาะลอยขึ้นไปในอากาศ สูงจากพื้นดินราว ๗ ชั่วตำบล แล้วลอยมาทางทิศใต้ของเมืองเชียงใหม่ จนกระทั่งถึงเมืองลำปาง ก็ปรากฏเห็นเครื่องจักรขนาดใหญ่ได้หมุนลื่นๆ ดังลั่นอยู่เหนือพื้นดินที่แห่งหนึ่งทางตอนใต้ของเมืองลำปาง (ซึ่งก็คือบริเวณโรงงานน้ำตาลไทยที่ อ.เกาะคา ทางทิศตะวันตกของวัดป่าสำราญนิวาส ในปัจจุบัน)

ครั้นพอออกพรรษา ทางหมู่คณะศรัทธาโรงงานน้ำตาลไทยที่ อ.เกาะคา ก็ได้ให้พ่อหนานแก้ว อินต๊ะเทพ เป็นตัวแทนหมู่คณะ เดินทางมาตามคำบอกของหลวงพ่อวงศ์ มายังวัดป่าโรงธรรมสามัคคี เพื่อมากราบหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ขอให้ส่งศิษย์ที่สมควรไปช่วยเป็นประธานสร้างวัดกรรมฐานที่ จ.ลำปาง ซึ่งพวกเขาได้บริจาคที่ดินและหาปัจจัยมาช่วยกันสร้างเป็นวัดสำหรับพระในสายปฏิบัติขึ้นมาใหม่

หลวงปู่สิมท่านได้พิจารณาเห็นสมควรว่า หลวงปู่แว่นเป็นพระต้องไปทำหน้าที่นี้ เพราะเป็นงานของท่านโดยเฉพาะที่จะไปช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ พื้นที่ตรงนั้น จึงได้อนุญาตและมอบหมายภาระหน้าที่ในการนี้แก่หลวงปู่แว่น ตามเจตนาศรัทธาของชาวบ้าน คณะศรัทธาชาวบ้าน อ.เกาะคา ทั้งหลายจึงพากันยินดีเป็นอย่างมาก ได้นิมนต์หลวงปู่แว่นให้เดินทางมายัง อ.เกาะคา แล้วจัดการปลูกเพิงที่พักให้ชั่วคราว หลวงปู่แว่นเมื่อเดินทางไปถึงที่นั่น ก็พิจารณาเห็นว่าตรงตามนิมิตที่เคยปรากฏมาก่อน สถานที่แห่งนี้คงเป็นจุดสำคัญสำหรับท่านในการทำงานช่วยเผยแผ่พระธรรมตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในสายทางปฏิบัติพระกรรมฐาน เพราะส่วนใหญ่แล้ว ณ ที่อื่นๆ ที่มีพระกรรมฐานไปเผยแผ่ เป็นผู้นำศรัทธาญาติโยมให้รู้จักการปฏิบัติภาวนา ก็มักจะได้รับการต่อต้านและเป็นที่ไม่พอใจของผู้ที่อยู่เดิม เพราะความไม่เข้าใจของพระและชาวบ้านที่เกรงกลัวและไม่รู้จัก พระกรรมฐานจึงมักถูกกลั่นแกล้งอยู่บ่อยๆ ต้องใช้ความอดทนและเวลาเพื่อที่จะเอาชนะจิตใจของบรรดาบุคคลเหล่านั้น จนกว่าจะเป็นที่ยอมรับของพระสงฆ์และชาวบ้านในท้องถิ่นเดิม เรื่องเช่นนี้มักมีเกิดขึ้นบ่อยและทั่วไป
ก่อนหน้านี้หลวงปู่แว่นท่านก็ได้เคยไปดูสถานที่หลายแห่งในหลายท้องที่หลายจังหวัด แต่ก็ไม่พบที่ถูกใจ บางแห่งถูกใจแต่ทางพระท้องถิ่นซึ่งส่วนใหญ่เป็นมหานิกายไม่ยอมรับ ได้พากันขับไล่ไม่ให้อยู่ หลวงปู่แว่นท่านจึงได้ตั้งสัจจะอธิษฐานขอให้เกิดนิมิตให้ได้รู้ว่า ที่ใดจะเป็นสถานที่ที่ท่านจะไปทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา
นับว่าเป็นนิมิตที่ดีที่คณะศรัทธาชาวบ้าน อ.เกาะคา ส่วนใหญ่ รู้จักและเข้าใจในพระกรรมฐาน จนมีศรัทธาที่จะสร้างวัดสำหรับพระปฏิบัติสายวิปัสสนากรรมฐานให้ได้มีที่เจริญภาวนาและเป็นที่พึ่งของชาวบ้านญาติโยมสืบต่อไป รวมทั้ง โชคดีที่ได้มีผู้มีจิตศรัทธาแก่กล้าถวายที่ดินเพื่อสร้างวัด คือ อาจารย์ย้อย ผลไพโรจน์ ที่ทำงานเป็นผู้จัดการโรงงานน้ำตาลไทยในเกาะคา ได้ถวายที่ดินในเบื้องต้น ๒๐ ไร่ หลวงปู่แว่นท่านก็เห็นสมควรว่ามีพื้นที่พอที่จะสร้างขึ้นเป็นวัดได้ จึงได้ร่วมกับหลวงพ่อวงศ์ ช่วยกันสร้างขึ้นมาเป็นสำนักวัดป่า ในช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๐ นั่นเอง และต่อมาคุณยายผูก รอนไพลิน ก็ได้ถวายที่ดินเพิ่มอีก ๕ ไร่ ทำให้พื้นที่ของวัดได้ขยายเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า ต่อมาก็มีโยมกิมเฮง วิศยางกูร ได้ถวายที่ดินเพิ่มเติมอีกจำนวน ๔ ไร่ และนายเพิ่ม ชูเชาว์ ได้ถวายเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง ทำให้เหมาะเป็นวัดป่าสายวิปัสสนากรรมฐานอย่างยิ่ง

“วัดป่าเรไร” เป็นชื่อวัดชื่อแรกที่หลวงปู่แว่นได้ตั้งไว้ โดยได้เขียนป้ายติดไว้ที่ประตูทางเข้าเลย แต่ศรัทธาญาติโยมชาวบ้านส่วนมากจะเรียกว่า “วัดโรงน้ำตาล” หรือ “วัดแพะ” (แพะเป็นภาษาภาคเหนือแปลว่า ป่า)

พระประธานองค์แรกของวัดป่าเรไรชื่อ “หลวงพ่อพุทธภัยชัยราชศาสดา” โดยมีประวัติความเป็นมา คือ โยมกิมเฮง วิศยางกูร เดินทางด้วยเท้าจากตลาดเกาะคาไปพร้อมกับลูกสาว เพื่อไปกราบขอพระประธานจาก พระครูธรรมสุนทร ที่บ้านหนองหล่าย ต.เกาะคา อ.เกาะคา จ.ลำปาง เมื่อคราวที่ท่านกลับมาเยี่ยมบ้านเกิด แต่ที่จริงแล้วพระครูธรรมสุนทร เป็นพระอยู่ที่วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ โดยท่านบอกว่าที่วัดบรมนิวาส มีพระประธานอยู่องค์หนึ่ง แต่ท่านไม่ยอมไปไหน มีผู้มาขอหลายราย แต่อัญเชิญไปไม่ได้ เพราะจะเกิดอุปสรรคทุกครั้ง

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส)

ถ้าทาง “วัดป่าเรไร” อยากได้ก็ไม่ขัดข้อง ดังนั้น หลวงปู่แว่นจึงได้ให้โยมกิมเฮงเดินทางไปกรุงเทพฯ และให้ตั้งจิตอธิฐานขอกับเทวดาอารักษ์ แล้วอัญเชิญกลับมาที่จังหวัดลำปาง พร้อมกันนั้นได้ประชุมกับคณะศรัทธาชาวบ้าน ขอเปลี่ยนชื่อวัดใหม่ โดยมี สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ ได้มาเมตตาประทานนามวัดใหม่ว่า “วัดป่าสำราญนิวาส” พร้อมกันนั้นท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ก็ได้ตั้งชื่อพระประธานประจำวัดว่า “หลวงพ่อพุทธภัยชัยราชศาสดา” สิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็คือการอัญเชิญพระประธานมาได้ตลอดรอดฝั่ง โดยปลอดภัยและสวัสดิภาพ โดยที่ไม่มีอุปสรรคใดๆ เลย โดยมาทางรถไฟ

ในกาลเวลาต่อมา ก็ได้มีเจ้าแม่บัวหอม อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นกำลังสำคัญในการรวบรวมปัจจัยจากศรัทธาที่ต่างๆ มาสร้างอุโบสถและเจดีย์ให้สำเร็จเรียบร้อยด้วยดี ตลอดทั้งยังมีญาติโยมที่เป็นกำลังสำคัญในการช่วยทำนุบำรุงให้วัดมีความเจริญรุ่งเรืองอีกหลายคน เช่น คุณแม่โค้ว พรมพันธ์ และคุณแม่แสง เป็นต้น

วัดป่าสำราญนิวาส เป็นวัดโดยสมบูรณ์เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๓ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๘ หลังจากนั้นจึงค่อยพัฒนารุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ โดยมีหลวงปู่หลวง กตปุญฺโญ เป็นประธานรับช่วงในการปกครองดูแลวัดสืบต่อมาจากหลวงปู่แว่น ธนปาโล

เมื่อวัดป่าสำราญนิวาสได้สำเร็จพอเป็นรูปร่างได้ใหม่ๆ นั้น ได้มีครูบาอาจารย์ในสายกรรมฐานที่มีปฏิปทาน่าเลื่อมใสมาพำนักอยู่เสมอ อาทิเช่น หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม, หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี, หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร, หลวงปู่ชอบ ฐานสโม, หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ, หลวงปู่บุญจันทร์ จนฺทวโร และท่านพ่อลี ธมฺมธโร เป็นต้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านพ่อลี ธมฺมธโร จะมีความเกี่ยวข้องกับวัดป่าสำราญนิวาสมากพอสมควร เพราะระหว่างที่หลวงปู่แว่น ธนปาโล ท่านไปริเริ่มสร้างวัดถ้ำพระสบาย ในเขต อ.แม่ทะ จ.ลำปาง โดยมีหลวงปู่หลวงหรือพระภิกษุหลวง กตปุญโญ (ในขณะนั้น) ไปช่วยในการก่อสร้างด้วยนั้น ท่านพ่อลีก็มักจะเดินทางมาพักและมีส่วนร่วมในการก่อสร้างวัดถ้ำพระสบายในช่วงแรกๆ ด้วย ท่านพ่อลีได้แวะเวียนมาเทศน์โปรดชาวเกาะคาเสมอ จนเป็นที่เคารพรักและรู้จักกันของคณะศรัทธาชาวบ้านเกาะคาทุกคน

เหตุแห่งนิมิต

หลวงปู่แว่น ธนปาโล ได้พักจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าสำราญนิวาส ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นมา ได้นำพาชาวบ้านและศรัทธาทั้งใกล้ไกลช่วยกันสร้างและพัฒนาสำนักวัดป่าจนเป็นวัดโดยสมบูรณ์ จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๙๖ รวมเป็นเวลา ๖ พรรษา ก็พอดีทางโยมมารดาของท่านได้ขอร้องให้หลวงปู่แว่นกลับไปจำพรรษาที่บ้านเกิด คือ ใน จ.สกลนคร ซึ่งตรงกับนิมิตที่ท่านได้ทราบล่วงหน้าว่า จะมีญาติโยมทางเมืองสกลนครมานิมนต์ให้ท่านกลับไป ท่านจึงได้ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร ซึ่งพอดีตำแหน่งเจ้าอาวาสได้ว่างลง

ในช่วงที่หลวงปู่แว่นจำพรรษาที่วัดป่าสำราญนิวาสนี้เอง ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ท่านได้นิมิตฝันบ่อยครั้งว่า ได้ไปเที่ยวจนถึงดอยแห่งหนึ่งในกลางป่า หนทางที่ไปก็ต้องข้ามน้ำไป แล้วเดินขึ้นดอยไป พอถึงดอยก็ได้พบว่ามีถ้ำอยู่หลายแห่ง ทั้งถ้ำเล็กและถ้ำใหญ่ ดอยแห่งนี้ท่านได้ไปเห็นในนิมิตอยู่หลายครั้ง บางคืนก็ฝันว่า ได้เหาะลอยไปจนถึงดอยนั้น โดยห่มผ้าจีวรติดตัวไปหลายผืน พอไปถึงดอยนั้นและลอยลงเดินยังพื้นดิน ก็ได้มีพระเณรหลายองค์มาขอเปลื้องสบง จีวร และสังฆาฏิ จากตัวท่านไปจนหมด ทั้งในบริเวณนั้นยังมีคนหนุ่มสาวพากันเดินไปเป็นหมู่ๆ ท่านก็ได้แต่สงสัยในนิมิตว่า คงจะมีความหมายอะไรสักอย่าง

โปรสล๊อต


ระหว่างที่กำลังสร้างวัดป่าสำราญนิวาสยังไม่เสร็จนั้น บางคราวญาติโยมศรัทธาทางเชียงใหม่ ก็ได้นิมนต์ให้หลวงปู่แว่นไปโปรดพวกเขาบ้าง เพราะยังมีความเคารพและศรัทธในตัวท่านเสมอ หลวงปู่แว่นจึงต้องเดินทางไปพักค้างยังเมืองเชียงใหม่เป็นครั้งคราว โดยไปพักที่วัดเจดีย์หลวงบ้างหรือไม่ก็วัดป่าโรงธรรมสามัคคี