ตำนานการขุดค้นผงอิธิเจกรุวัดสัมฤทธิ์

วัดสัมฤทธิ์ เป็นวัดร้างที่ถูกทอดทิ้งมานานนับร้อยๆปี ไม่มีใครทราบ ไม่มีบันทึกใดๆ เพียงแต่คะเนจากก้อนอิฐในซากปรักหักพัง ประกอบกับเหตุการณ์ที่บันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ ผู้รู้ทั้งในท้องถิ่นและผู้รู้จากภายนอกต่างเห็นตรงกันว่า น่าจะเป็นวัดที่ถูกทิ้งรางไว้เมื่อคราวสงครามพม่า ที่ไทยเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง

เอกทัศแห่งอาณาจักรอยุธยา และพระเจ้ามังระของอาณาจักรพม่า
แผน ปฏิบัติการของกองทัพพม่าเริ่มจากการเข้าตีหัวเมืองทางเหนือ ทางตะวันตกและทางใต้ของอาณาจักรอยุธยา ก่อนจะเข้าปิดล้อมพระนครในขั้นสุดท้าย ส่วนผู้ปกครองอยุธยาเลือกที่จะใช้ยุทธวิธีตั้งรับอยู่ในกรุงในฤดูน้ำหลาก แต่เนื่องจากกองทัพพม่าได้เปลี่ยนยุทธวิธีของตนใหม่
จึงทำให้ยุทธวิธี ของอยุธยาไม่ได้ผลอย่างในอดีต จนกระทั่งนำไปสู่การเสียกรุงศรีอยุธยาในที่สุด ภายหลังการปิดล้อมนาน ๑๔ เดือน ซึ่งเป็นสาเหตุซึ่งนำไปสู่การเสียกรุงด้วยเหตุผลทางด้านยุทธวิธี

สล็อตออนไลน์

การ ที่พม่าเข้าปิดล้อมพระนครในขั้นสุดท้ายนานถึง ๑๔ เดือนนั้น พม่าได้เลือกชัยภูมิบริเวณที่ดอน อยู่ห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาพอสมควร แต่มีคลองธรรมชาติเป็นแหล่งน้ำสำหรับกองทัพ มีป่าและภูเขาในบริเวณเขาสมอคอน เขาสนามแจง และเขาสามยอด เป็นแหล่งเสบียง จากของป่าที่สามารถหาได้และขนส่งไม่ไกล

การตั้งค่ายคูประตูรบของพม่าบริเวณนี้ ยังทิ้งร่องรอยไว้ให้เห็นจนทุกวันนี้ ในการนี้ทั้งราษฎร และพระภิกษุสงฆ์ ที่เคยอยู่อาศัยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาจนเจริญรุ่งเรืองมาตลอด ๔๑๗ ปี ก่อนหน้านั้นก็ได้ล่มสลายลงแล้ว ต่างพากันอพยบหลบหนีการปล้นฆ่าแย่งชิงเสบียงและทรัพย์สินวัวควายของทหารพม่า ไปกันจนหมดสิ้น

คงทิ้งไว้แต่ซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้าง ที่มิอาจขนย้ายหยิบฉวยติดมือหลบหนีไปด้วยได้ จนในปัจจุบันศูนย์วัฒนธรรมตำบลหัวสำโรง ได้ทำการสำรวจ รวบรวมข้อมูลและพิทักษ์รักษาวัดร้างในบริเวณนี้ได้ถึง ๒๐ วัดด้วยกัน วัดสัมฤทธิ์ก็เป็นวัดหนึ่งในจำนวนนั้นด้วยเช่นกัน

วัดสัมฤทธิ์ ถูกทอดทิ้งรกร้างมาโดยตลอด จนภายหลังเกินชุมชนใหม่ขึ้นมาโดยรอบมีการตัดถนนสร้างเส้นทางคมนาคมเข้ามา เป็นชุมชนเกษตรกรรมทำนา ทำสวนกันขึ้นมาโดยรอบ แต่วัดร้างแห่งนี้ก็ยังคงไม่ได้รับความสนใจสักเท่าใด มีเพียงชาวบ้างบางคนที่มีอาชีพเลี้ยงวัวหรือมีที่นาแถวๆนั้น ผ่านไปผ่านมา จึงมีหลายคนที่เคยพบเห็นประสบการณ์ประหลาดต่างๆ อาธิ เห็นแสงประหลาดในเวลากลางคืนบ้าง เห็นงูใหญ่หายเข้าไปในวัดบ้าง ใครไล่นกล่าหนูขึ้นไปบนโคกวัดก็ยิงไม่ออกบ้าง ยิงออกก็ไม่โดนอย่างไม่น่าเชื่อบ้าง เหมือนมีอะไรมาป้องกันใว้ อีกทั้งคนที่ไปทำอะไรไม่เหมาะสมก็เกิดอาการประหลาดจนถึงกับต้องได้มาจุดธูป ขอสมาภัย จึงหายเป็นปกติ ฯลฯ ประสบการณ์แปลกๆเกิดขึ้นมากมายตลอดระยะเวลายาวนาน จนทำให้มีคนเกิดความสงสัยว่าจะต้องมีของดีอะไรบางอย่างอยู่บนโคกวัดแห่งนี้ จากความสงสัยนี้ตำนานแห่งการขุดค้นพบผงอิธิเจกรุนี้ จึงเริ่มต้นขึ้นการตั้งค่ายคูประตูรบของพม่าบริเวณนี้ ยังทิ้งร่องรอยไว้ให้เห็นจนทุกวันนี้ ในการนี้ทั้งราษฎร และพระภิกษุสงฆ์ ที่เคยอยู่อาศัยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาจนเจริญรุ่งเรืองมาตลอด ๔๑๗ ปี ก่อนหน้านั้นก็ได้ล่มสลายลงแล้ว ต่างพากันอพยบหลบหนีการปล้นฆ่าแย่งชิงเสบียงและทรัพย์สินวัวควายของทหารพม่า ไปกันจนหมดสิ้น

คงทิ้งไว้แต่ซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้าง ที่มิอาจขนย้ายหยิบฉวยติดมือหลบหนีไปด้วยได้ จนในปัจจุบันศูนย์วัฒนธรรมตำบลหัวสำโรง ได้ทำการสำรวจ รวบรวมข้อมูลและพิทักษ์รักษาวัดร้างในบริเวณนี้ได้ถึง ๒๐ วัดด้วยกัน วัดสัมฤทธิ์ก็เป็นวัดหนึ่งในจำนวนนั้นด้วยเช่นกัน

jumboslot

วัดสัมฤทธิ์ ถูกทอดทิ้งรกร้างมาโดยตลอด จนภายหลังเกินชุมชนใหม่ขึ้นมาโดยรอบมีการตัดถนนสร้างเส้นทางคมนาคมเข้ามา เป็นชุมชนเกษตรกรรมทำนา ทำสวนกันขึ้นมาโดยรอบ แต่วัดร้างแห่งนี้ก็ยังคงไม่ได้รับความสนใจสักเท่าใด มีเพียงชาวบ้างบางคนที่มีอาชีพเลี้ยงวัวหรือมีที่นาแถวๆนั้น ผ่านไปผ่านมา จึงมีหลายคนที่เคยพบเห็นประสบการณ์ประหลาดต่างๆ อาธิ เห็นแสงประหลาดในเวลากลางคืนบ้าง เห็นงูใหญ่หายเข้าไปในวัดบ้าง ใครไล่นกล่าหนูขึ้นไปบนโคกวัดก็ยิงไม่ออกบ้าง ยิงออกก็ไม่โดนอย่างไม่น่าเชื่อบ้าง เหมือนมีอะไรมาป้องกันใว้ อีกทั้งคนที่ไปทำอะไรไม่เหมาะสมก็เกิดอาการประหลาดจนถึงกับต้องได้มาจุดธูป ขอสมาภัย จึงหายเป็นปกติ ฯลฯ ประสบการณ์แปลกๆเกิดขึ้นมากมายตลอดระยะเวลายาวนาน จนทำให้มีคนเกิดความสงสัยว่าจะต้องมีของดีอะไรบางอย่างอยู่บนโคกวัดแห่งนี้ จากความสงสัยนี้ตำนานแห่งการขุดค้นพบผงอิธิเจกรุนี้ จึงเริ่มต้นขึ้นในราวๆ ปี ๒๕๐๗ กำนันสุวรรณ เชื้อน้อย ด้วยความร่วมมือกับตาพูล คนบ้านโคกคา ต.โพธิ์ตรุ(ผู้กว้างขวางย่านนี้นับเป็นชุดแรกที่ได้เข้าไปขุดค้นหาของดีที่ ซ่อนอยู่บนโคกวัดสัมฤทธิ์หลังจากทำพิธีขอสมาและพลีกรรมขอของดีมาบูชาตามตำราแล้ว ชุดแรกที่เข้าทำการขุดค้น ก็ได้ผงอิธิเจนี้ออกมาประมาณ ๕ ปีบ ในครั้งแรกนี้ยังไม่ใคร่จะทราบกันเท่าใดว่าผงขาวๆที่ค้นพบนี้จะดี มีค่าอย่างไร เมื่อขุดพบได้มาจึงนำออกมาแต่เพียงพอสมควร มิได้ขนออกมาทั้งหมด
เมื่อได้ผงฯ มาแล้วก็มิได้นำไปทำอะไร จะขายก็ไม่มีใครซื้อ ตาพูลซึ่งเป็นคนชอบเสี่ยงดวง มักตะเวนไปหาพระหาหวยตามวัดต่างๆจนรู้จักมักคุ้นพระอาจารย์ดังแถวนี้ทุกวัด ก็ได้นำผงฯ นี้ไปให้พระท่านดู พระเกจิอาจารย์หลายท่านมีฌาณบารมีรับรู้ได้ถึงอิทธิคุณแห่งผงฯ นี้ จึงได้บอกกล่าวแก่กำนันสุวรรณและตาพูล ว่าผงฯนี้คืออะไร และดีอย่างไร ตาพูลเมื่อทราบจึงได้ถวายผงฯ นี้ แก่เกจิดังย่านนี้ไปจนหมด อาธิ หลวงพ่อซวง วัดชีปะขาว หลวงพ่อโต๊ะ วัดสระเกศ และหลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง และพระมหาสังเวียน วัดไชโย เป็นต้น
หลังจากการขุดค้นพบผงอิธิเจครั้งแรก นี้ และนำไปถวายวัดหลายแห่งก็ได้มีการนำผงฯ นี้ไปสร้างพระเครื่องขึ้นมากมายหลายวัด หลายรุ่น ปรากฏว่ายิ่งทำให้ชื่อเสียงเกียรติคุณของผงฯ นี้ขจรขจายไปไกล โดยเฉพาะพระสมเด็จเนื้อผงของหลวงพ่อซวง พระสมเด็จแพพัน ของหลวงพ่อแพ และพระสมเด็จรุ่นแรกของหลวงพ่อโต๊ะ วัดสระเกศ ต่างมีประสบการณ์และได้รับความนิยมสูงมาก พระเกจิอาจารย์จากวัดอื่นๆ จึงพยายามขวนขวายหามาเพื่อสร้างพระเครื่องให้ญาติโยมบูชาทำบุญหาทุนสร้างวัด สร้างวา ทำนะบำรุงพระพุทธความ ต้องการนี้เอง นำไปสู่การขุดค้นครั้งที่สอง โดยหลวงพ่อสมัย(พระครูสุนทรธรรมกิจ) เจ้าอาวาสวัดมะค่า ต.บ้านเบิก มีผู้ใหญ่น้อย มาสำราญให้การสนับสนุน และผู้ใหญ่น้อยนี้เองที่ได้นำผงอิธิเจจำนวนมาก จากการขุดค้นครั้งที่สองนี้มามอบให้หลวงตายม วัดยวด สร้างพระสมเด็จวัดยวดอันลือชื่อมากประสบการณ์ขึ้นมา การขุดค้นครั้งที่สองนี้ได้ผงฯ มากกว่าครั้งแรก เพราะวัดมะค่าอยู่ใกล้กับวัดสัมฤทธิ์มากกว่าวัดอื่น(ระยะเดินเท้าได้ไม่เกิน ๑ ก.ม.) หลวงพ่อสมัย ได้นำผงฯ นี้ไปสร้างพระสมเด็จเนื้อผงของวัดมะค่าขึ้นมาหลายรุ่น เวลานี้จะหาพระรุ่นดังกล่าวดู ก็ยังหาไม่เจอเพราะได้รับความนิยมสูงมากมานานแล้ว เมื่อเป็นที่ต้องการในวงการพระเกจิ การขุดค้นครั้งที่สามจึงเป็นฝีมีของพระสงฆ์อีกเช่นกัน หลวงพ่อโสน แห่งวัดวังกรด บางมูลนาค จังหวัดพิจิตร ทราบข่าวจากคนท่าวุ้งนี้เองก็ได้มาทำการขุดค้นได้ไป แต่ข่าวว่าไม่มากนัก เพราะคิดว่าผงฯ หมดแล้วจึงเลิกลากลับไป ท่านนำผงฯ ทั้งหมดกลับไปสร้างพระอะไรบ้างไม่มีใครทราบ

เครดิตฟรี

ครั้งที่สี่ ครั้งสุดท้าย หลวงตาเชื้อ แห่งวัดเยื้องคงคาราม อ.ไชโย จ.อ่างทอง ท่านได้เข้ามาบูรณะปรับปรุงพื้นที่วัดร้าง พยายามจะยกฐานะให้เป็นวัดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ท่านได้ขุดค้นจนพบว่ายังมีผงอิธิเจโบราณฝังอยู่อีกห้องหนึ่งเต็มๆ ท่านจึงได้ผงฯ มากเท่ากับทั้งสามครั้งแรกรวมกัน ! แล้วท่านก็ได้นำผงฯ ไปสร้างเป็นพระสมเด็จวัดเยื้อง ที่มีประสบการณ์สูงมาก ได้รับความนิยมและหวงแหนกันมากจนถึงขั้นไม่มีพระให้ดู ให้เล่นกันเลยในวงการเวลานี้ !!

อาจารย์อัมพล เชื้อน้อย บุตรชายของกำนันสุวรรณผู้ขุดค้นพบผงอิธิเจวัดสัมฤทธิ์เป็นกลุ่มแรก ได้กรุณาให้ข้อมูลเบื่องหลังว่า หลังจากที่พ่อกำนัน และตาพูลได้ขุดพบแล้วก็ไม่รู้จะนำผงฯ ไปทำอะไร ก็ได้แต่เที่ยวนำไปถวายวัดนั้น วัดนี้ ให้ท่านสร้างพระเครื่องให้เป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา แต่ตัวท่านเองเวลานี้กลับมีผงฯ นี้บูชาติดตัวอยู่เพียงหลอดเดียวเท่านั้น

อาจารย์อัมพล เล่าถึงตอนที่นำผงฯ นี้ไปถวายให้หลวงพ่อฉาบ วัดศรีสาครว่า ทันทีท่านถือกระป๋องบรรจุผงฯ ขึ้นไปบนกุฎิหลวงพ่อฉาบนั้น หลวงพ่อท่านได้ตะโกนสั่งมาว่า ” ระวังๆ ผงนี้สุดยอด ระวังๆ อย่าทำหกเป็นอันขาด” คณะที่ไปด้วยกันทั้งหมดต่างมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ ว่าท่านรู้ได้อย่างไร ว่าเป็นผงอะไร !!?? และรู้ได้อย่างไรว่าจะนำมามอบให้ท่าน จึงทำให้ท่านถึงกับแสดงอาการตื่นเต้น ดีใจออกมากมายเช่นนั้น และหลังจากที่หลวงพ่อฉาบได้ใช้ผงฯ ชุดนี้สร้างพระเครื่องจนหมดไปแล้ว ทราบว่าท่านก็ได้ให้คนมาเช่าผงฯ นี้ไปจากชาวบ้านแถววัดมะค่า ไปอีกจำนวนหนึ่งแต่ไม่ทราบว่าท่านนำไปสร้างพระรุ่นใดบ้าง

สล็อต

เล่ามาถึงตรงนี้ผู้เขียนเองก็ได้สารภาพกับอาจารย์อัมพล เชื้อน้อยไปว่า “ผมได้ยินชื่อผงสัมฤทธิ์ และวัดสัมฤทธิ์ ครั้งแรกจากปากหลวงพ่อฉาบนี้เอง ” นับแต่วันนั้นมาผมก็ได้เที่ยวสืบหา ค้นคว้าประวัติเรื่องราวของผงอิธิเจวัดสัมฤทธิ์มาโดยตลอด แต่ยิ่งศึกษาก็ยิ่งเห็นประสบการณ์ต่างๆ มากมายบางเรื่องก็ธรรมดา แต่บางเรื่องก็เหลือเชื่อจริงๆ และท่านผู้อ่านรู้ไหมว่า พระรุ่นไหน วัดใดบ้าง ที่ได้ใช้ผงฯ นี้เป็นส่วนผสมหลัก ใครอยู่แถวๆนี้น่าจะหาข้อมูลได้นะ เอาไว้เล่าต่อกันอีกสักภาคดีไหมครับ