ส่องพระให้เห็นถึงธรรม

ส่องพระให้เห็นถึงธรรม

การมานับถือเครื่องรางของขลังที่เป็นพระพุทธปฏิมา
หรือที่เป็นพระธรรมก็ยังดีกว่าไปเอาสิ่งอะไรต่ออะไร อย่างอื่นมาถือเป็นเครื่องศักดิ์สิทธิ์ .

สล็อตออนไลน์

ทุกวันนี้ เราให้ความสนใจกับวัตถุมากกว่า สิ่งที่เป็นนามธรรม จึงได้ให้คุณค่ากับสิ่งที่จับต้องสัมผัสได้ มากกว่าสิ่งที่จับต้องสัมผัสไม่ได้ พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย ได้เสด็จอุบัติขึ้นมาบนโลก ได้ทรงขจัดปัดเป่าความทุกข์ ของมวลมนุษยชาติด้วยน้ำพระธรรมคำสอนของพระองค์ ซึ่งเป็นไปเพื่อขจัดความยึดมั่น ถือมั่น ในสังขารทั้งปวง อันเป็นเหตุนำสันติสุขแท้จริงมาสู่จิตใจของผู้ปฏิบัติตาม
จนมาถึงวันนี้แม้ว่าพระพุทธองค์จะทรงเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปนานแล้วก็ตาม แต่ชาวพุทธทั้งมวลยังคงระลึกถึงพระคุณความดีของพระองค์ ซึ่งยังคงอยู่อย่างเป็นอมตธาตุ อมตธรรม เมื่อบุคคลใดประพฤติ ปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์อย่างจริงจังแล้ว ก็จะได้สัมผัสพระพุทธคุณ ของพระองค์ด้วยจิตของผู้นั้น ดังพระพุทธภาษิตว่า “ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา”
เมื่อพระพุทธศาสนาได้ล่วงเลยมานานกว่า ๒ พันปีเช่นนี้ ผู้ปฏิบัติอย่างจริงจังในพระพุทธศาสนาก็มีจำนวนน้อยลงไปด้วย ผู้ที่สามารถเห็นพระพุทธเจ้า
หรือ พระพุทธคุณ ก็มีน้อยยิ่งนัก คนส่วนมากก็ยังคงรู้สึกเคว้งคว้าง เมื่อจะระลึกถึงพระพุทธองค์ โดยปราศจากสิ่งอันเป็นสัญลักษณ์ยึดเหนี่ยวที่เป็นรูปธรรม ดังนั้นโบราณาจารย์ผู้ฉลาดจึงได้คิดประดิษฐ์สร้างพระพุทธรูปขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของพระองค์ ให้ประชาชนผู้อ่อนด้วยอินทรีย์ สามารถเข้าถึงและสัมผัส พุทธคุณได้ง่ายขึ้น
เดิมทีนั้นการสร้างพระปฏิมาพุทธรูปก็มีวัตถุประสงค์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาเท่านั้น สร้างกันเป็นจำนวนมาก ๆ เพื่อบรรจุตามพระธาตุ เจดีย์ ที่สำคัญ ๆ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้เป็นเครื่องรางของขลัง เพราะแต่เดิมเครื่องรางของขลังที่ปรากฏก็จะมีเป็นจำพวกตะกรุด พิศมร หรือผ้ายันต์ เป็นต้น ต่อมาพระพุทธรูปก็พัฒนามาเป็นพระเครื่องที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเครื่องรางของขลัง ทำให้มีขนาดเล็กลงพกพาสะดวกสามารถติดตัวไปด้วยได้ทุกหนทุกแห่ง

jumboslot

ในอดีตคนไทยเราไม่ถือว่าพระเครื่องเป็นของสินค้าที่แลกเปลี่ยนหรือซื้อขาย เป็นเงินทองได้ หากจะเป็น การเปลี่ยนมือจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งก็จะเป็นการให้กันฟรีๆ ไม่คิดมูลค่าเป็นเงินทองเหมือนการ ซื้อขายสินค้าอื่น ๆ อย่างดีก็แค่เอาสิ่งของมาแลกกัน หรือแลกเปลี่ยนกับพระเครื่องที่ตนเองมีอยู่ ไม่มีการ คิดว่าพระเครื่องของใครจะมีมูลค่าสำคัญมากกว่ากัน
ต่อมาพระเครื่องสำคัญ ๆ ที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์และมีค่าในอดีตก็เริ่มหายากมากขึ้นเพราะจำนวนประชากรมีมากขึ้น พระเครื่องมีจำนวนเท่าเดิมความต้องการของคนมีมากขึ้น จึงทำให้พระเครื่องกลายมาเป็นสินค้าที่จะต้องแลก เปลี่ยนด้วยเงินตรา เมื่อมีความต้องการจะได้พระเครื่องที่ชอบใจ แต่เจ้าของเดิมเขาก็หวงแหน จึงไม่ยอมที่จะให้กันเปล่า ๆ เขาจึงต้องพยายามด้วยการใช้เงิน เข้าทำนองว่า “เงินย่อมง้างได้ทุกอย่าง” เท่านั้นละ เจ้าของพระแม้จะใจแข็งอย่างไรแต่เมื่อ มีกลิ่นของพระเจ้า “เงินตรา” มันช่างหอมหวานเสียนี่กระไร จึงจำเป็นต้องขายพระไปด้วยความอาลัย(แต่ดีใจที่ได้เงิน) เมื่อพระเครื่องได้กลายเป็นสินค้าที่มีการซื้อขายกันก็เลยมีขบวนการพุทธพานิชเกิดขึ้นโดย ทำมาหากินกับพระเครื่อง ขายพระเกร็งกำไร และทำให้มีคนจำนวนมากที่มุ่งแต่ราคากำไร มาบดบังคุณค่าที่แท้จริงของพระเครื่อง
ในเรื่องของการสร้างพระเครื่องนั้น วัตถุประสงค์ก็มีต่าง ๆ มากมายดังกล่าวมาข้างต้นแต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่เป็น แก่นสารสาระจริง ๆ ของพระเครื่อง ดังที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ตรัสไว้ในพระนิพนธ์ เรื่องเจ็ดตำนานและสิบสองตำนานพุทธมนต์ ว่า
“พุทธศาสนา จึงเป็นศาสนาที่ยุติด้วยเหตุและผลตามสัจจะคือตามความเป็นจริง แต่ว่าแม้เช่นนั้น บุคคลก็ยังมิได้ปฏิบัติไปตามที่พระพุทธเจ้าได ้ทรงสั่งสอน แม้ว่าจะแสดงตนว่าเป็นผู้นับถือพุทธศาสนา ก็มีเป็นอันมากที่มิได้ปฏิบัติไปตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอน ดังคนไทยเรานี้เองเป็นอันมากก็กล่าวได้ว่าเป็นผู้นับถือพุทธศาสนากันเป็นส่วนมาก แต่ว่าการนับถือศาสนาของคนไทยเรานี้ มีเป็นอันมากที่นับถือ กันตามตระกูลคือ ตามบรรพบุรุษที่นับถือกันมา พ่อแม่เป็นผู้นับถือพุทธศาสนา ลูกเกิดมาก็พลอยนับถือพุทธศาสนาไปด้วย ตั้งแต่จำความได้เป็น พ่อแม่ไหว้พระก็ไหว้พระ เป็นพ่อแม่ทำบุญก็ทำบุญ พ่อแม่ไปวัดก็ไปวัด ดั่งนี้เป็นต้นก็เป็นไปตามตระกูล และแม้ว่าจะได้เข้าศึกษาพุทธศาสนา รู้พุทธศาสนาไปโดยลำดับ แต่ก็ยังทิ้งสันดานเดิมไม่ได้ จึงยังมิได้ปฏิบัติพุทธศาสนากันตามสมควร
ดังเช่นในการถึงสรณะนี้ ก็ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ แต่ก็อดมิได้ที่จะนับถือไปในด้านศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วยคุ้มครองป้องกันอันตราย
อะไรต่างๆ ในด้านศักดิ์สิทธิ์ ตลอดจนถึงในด้านอำนวยลาภผลอะไรต่างๆ จึงได้เกิดการนับถือพระเครื่องเป็นต้น ในด้านมีคุณภาพต่างๆ อำนวยป้องกัน อันตราย อำนวยลาภผล และเมื่อได้สร้างพระพุทธปฏิมาขึ้น แม้ในขั้นแรกก็เพื่อเคารพบูชา เพื่อให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็น
พุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ สังฆานุสสติ เพราะว่าการเคารพบูชาโดยไม่มีวัตถุอะไรหรือระลึกถึงโดยไม่มีวัตถุอะไรให้มองเห็นได้ ก็รู้สึกว่าโปร่งๆ โล่งๆ และเมื่อมีวัตถุให้ตาเห็นอยู่บ้าง วัตถุที่ตาเห็นนี้ก็จะส่งเข้าไปถึงใจทำนองเป็นกสิณ ที่เป็นวัตถุอันจะนำให้จิตเป็นสมาธิ บุคคลในโลกนี้จึงพอใจในการสร้างวัตถุที่เคารพขึ้นสำหรับสักการบูชาเป็นอันมาก แม้ในทางพุทธศาสนาเอง ในขั้นแรกจะไม่นิยมสร้างเป็นรูปบุคคล ก็สร้างเป็นเพียงที่สำหรับประทับนั่งของพระพุทธเจ้า ก็ทิ้งว่างๆ เท่านั้นให้นึกเอาเองว่าพระพุทธเจ้าประทับที่นั่น โดยยังไม่สร้างองค์พระพุทธเจ้าลงไป
ต่อมาจึงมีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นจนถึงสร้างเป็นองค์เล็กๆ ที่จะนำติดตนไปสำหรับสักการบูชา แม้เช่นนั้นคนสามัญทั่วไป ก็อดมิได้ที่จะนับถือในด้านศักดิ์สิทธิ์หรือขลังต่างๆ ทั้งนี้ก็เพราะว่าคนเรายังมีสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ประการอยู่ด้วยกัน เป็นต้นว่า
สักกายทิฏฐิ ความเห็นยึดถือว่ากายของตน วิจิกิจฉา ความเคลือบแคลงสงสัย สีลัพพตปรามาส ความยึดถือศีลและวัตร เช่นความยึดถือในด้านขลังหรือในด้านศักดิ์สิทธิ์ที่จะอำนวยให้เกิดผลต่างๆ ตามต้องการ ตัดสังโยชน์ทั้ง ๓ เสียได้จึงจะเป็น โสดาบัน บุคคลซึ่งเป็นอริยบุคคลขั้นที่ ๑
เมื่อยังตัดไม่ได้ก็ยังเป็นสามัญชนทั่วไปที่เรียกว่า ปุถุชน คนยังมีกิเลสหนา เพราะฉะนั้น อดไม่ได้เพราะยังมีความเห็นยึดถือในศีลและวัตรที่ปฏิบัติในด้านขลังในด้านศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น ดั่งนั้นเมื่อมานับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ก็อดไม่ได้ที่จะนับถือเหมือนอย่างว่าพระพุทธเจ้าเป็นเทพผู้ศักดิ์สิทธิ์ หรือว่าได้ศึกษามีความรู้ว่าพระองค์ได้ เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วไม่มีวิญญาณ ความเป็นเทพของพระองค์เหมือนอย่างเทวดานั้นไม่มีเพราะสิ้นกิเลสแล้ว นิพพานแล้ว
ก็ยังนับถือว่ามีเทพเข้าสิง คือมีอารักขเทพต่าง ๆ ซึ่งรักษาพระพุทธรูปอาจจะอำนวยได้ ก็นับถือกันไปอย่างนั้นอีก อันเป็นมูลให้นิยม ในเครื่องรางของขลังต่างๆ อันนี้เป็นสันดานของคน เมื่อยังมีสังโยชน์อยู่ก็ต้องมีสันดานอย่างนี้ เพราะฉะนั้น บรรดาพระอาจารย ์ทั้งหลายเองซึ่งเป็นพระภิกษุ จึงได้ถูกหาว่าได้อำนวยให้มีเครื่องรางของขลังต่างๆ นี้ขึ้นเป็นอันมาก ก็เป็นการปฏิบัติผิดในพุทธศาสนา ซึ่งในข้อนี้ท่านพระอาจารย์ทั้งหลายที่ท่านมุ่งทำด้วยจิตบริสุทธิ์ มุ่งที่จะช่วยเหลือบุคคล หรือมุ่งที่จะสร้างสรรค์พระพุทธศาสนา สร้างสรรค์วัดวาอารามก็มีอยู่เป็นอันมาก บรรดาท่านที่มุ่งผิดก็มีอยู่ สำหรับท่านที่มุ่งผิดก็ยกไว้ ก็เป็นอันว่าผิด

เครดิตฟรี

สำหรับท่านที่มุ่งถูก ก็โดยที่มุ่งว่า การมานับถือเครื่องรางของขลังที่เป็นพระพุทธปฏิมาหรือที่เป็นพระธรรม ก็ยังดีกว่าไปเอาสิ่งอะไรต่ออะไรอย่างอื่นมาถือเป็นเครื่องศักดิ์สิทธิ์ คือเอาพระมาห้อยคอก็ยังดีกว่าเอาสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ พระมาห้อยคอ คือไม่ใช่เป็นพระพุทธรูป ไม่ใช่เป็นพระธรรม เพราะว่าก็ยังน้อมจิตใจให้เข้ามาสู่พระพุทธศาสนาและเมื่อเข้ามาสู่พระพุทธศาสนา ได้ฟังธรรม ได้ศึกษาอบรมขึ้น ก็จะได้ปัญญาที่ละเอียดขึ้น ได้ศรัทธาที่อะเอียดขึ้น ก็จะชักนำให้การปฏิบัติถูกต้องยิ่งขึ้น เพราะว่าในขั้นที่ยังละสังโยชน์ไม่ได้นั้น ก็เป็นเหมือนอย่างในขั้นเป็นเด็กเล็กๆ จะเอาความรู้ในขั้นผู้ใหญ่มาใส่ให้นั้นก็ย่อมไม่ได้ เพราะฉะนั้น ในการที่สอนเด็กก็ต้องสอนกันอย่างหนึ่ง สอนผู้ใหญ่ขึ้นมา ก็ต้องสอนกันอีกอย่างหนึ่ง ดังจะพึงเห็นได้ว่าหนังสือที่สอนเด็กเล็กๆ นั้น สอนให้เด็กเขียน ก ข ก ก็คือเขียนตัว ก แล้วก็มี ไก่ ข ก็มี ไข่ ซึ่งเราก็เป็นเด็กกันมาทั้งนั้นก็จำกันมาได้ว่า ก ไก่ ข ไข่ เด็กก็หัดเขียน ก ก็ดูไก่ไปด้วย หัดเขียน ข ก็ดูไข่ไปด้วย อันที่จริง ไก่กับไข่นั้น คนละเรื่องกับ ก ข แต่ ว่าครูก็เอามาสอนเด็ก จะหาว่าครูหลอกเด็ก ครูใช้ไม่ได้ อย่างนั้นหรือ
ก็อาจจะมีคนหาอย่างนั้นว่าครูใช้ไม่ได้หลอกเด็ก ให้เด็กเรียนตัว ก แล้ว เอาไก่มาเขียนให้เด็กดู ให้เด็กนึกว่า ก นี้เอง คือ ไก่ ข นี้คือไข่ ครูก็หลอกเด็ก แต่เราก็ไม่หากันอย่างนั้น วิญญูชนย่อมไม่หากันอย่างนั้น เพราะเป็นเด็ก ก็สอนกันอย่างนี้เพราะเป็นอุบายที่จะให้จำได้ ชวนใจที่จะให้เขียน ก ข เราก็เรียนอย่างนี้มาแต่เด็กจนโตป่านนี้ก็อ่านหนังสือออก เข้าใจ และเราก็เข้าใจว่านั่นเป็นวิธีสอน ไม่ใช่ครูหลอกเด็ก แต่ครูช่วยเด็กต่างหากที่จะให้เด็กหัดอ่านหนังสือออก
เพราะฉะนั้น ขณะที่คนที่เป็นปุถุชนหรือสามัญชนทั่วไปที่ยังมีสังโยชน์อยู่ เรียกว่าสันดานยังอยู่ในขั้นนั้น ยังเป็นโสดาบันไม่ได้ ยังเป็นปุถุชนอยู่ ถึงอย่างไรๆ ก็ยังต้องมีความยึดถือในด้านขลัง ฉะนั้น พระอาจารย์ที่มุ่งถูก ท่านปฏิบัติกันมาเพื่อรักษาศาสนา และเพื่อบำรุงศาสนานั้น ท่านก็ทำไม่ผิด จะหาว่าไปนั่งหลับตาภาวนาเป็นการหลอกลวงนั้น ก็เหมือนกับการที่หาว่าแต่งหนังสือ สอนเด็กเขียน ก ไก่ ข ไข่ หลอกเด็กทำนองเดียวกัน เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีสติเป็นวิญญูชนแล้ว ถ้าเป็นพระอาจารย์ที่มุ่งดีแล้ว ก็จะไม่ว่าท่าน และจะเข้าใจว่านั่นก็เป็นวิธีการสอนอย่างหนึ่งในขั้นนั้น และเมื่อถึงขั้นที่ผู้ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติจนเห็นธรรมเข้า ขั้นพระโสดาบันขึ้นมาแล้วก็เลิกละไปเอง เหมือนอย่างเราทั้งหลายนั้น เมื่อโตขึ้นแล้ว ก็ไม่ได้คำนึงถึง ก ข ไม่ได้นึกว่า ก เป็น ไก่ ข เป็น ไข่ เราเข้าใจว่านั่นเราได้รับการสอนมาจาก ก ไก่ ข ไข่ นี้แหละ จึงมาถึงได้ความรู้ขั้นนี้ ถ้าไม่มี ก ไก่ ข ไข่ ในขั้นนั้นแล้ว เราจะมีความรู้ในขั้นนี้ไม่ได้ เราจะมีความเข้าใจถูก

โปรสล๊อต